โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'คลองเตยสตรอง' เมื่อการแพทย์เชิงรุกเดินเข้าหาชุมชน เพื่อลดช่องว่างสุขภาพเมืองใหญ่

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 07.52 น.

ท่ามกลางภาพจำของ “คลองเตย” ในฐานะชุมชนเมืองแออัดขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ อีกด้านหนึ่งกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “AIDSID Community Screening: คลองเตย Strong” โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายด้านสาธารณสุขและชุมชน นำบริการทางการแพทย์เชิงรุกลงพื้นที่ถึงใจกลางชุมชน

สาระสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียง “การตรวจ” แต่คือการ “เปิดโอกาส” ให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยเฉพาะโรคติดเชื้อสำคัญอย่างเอชไอวี วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายในพื้นที่เมืองใหญ่ แม้ประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติ คนจำนวนไม่น้อยยังติดอยู่กับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และอคติที่แฝงอยู่ในระบบบริการ

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงสะท้อนแนวคิด “ระบบสุขภาพต้องรุกเข้าหาประชาชน” มากกว่ารอให้ประชาชนเดินเข้าหาโรงพยาบาล ภายในงานมีบริการตรวจคัดกรองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การเอกซเรย์ปอดและเก็บเสมหะเพื่อตรวจวัณโรค ไปจนถึงการให้บริการชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ซึ่งช่วยลดกำแพงด้านความเป็นส่วนตัวและความกลัวในการเข้ารับบริการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศอย่างรอบด้าน ทั้งการใช้ยา PrEP และ PEP ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงการฉีดวัคซีน HPV สำหรับเพศหญิงอายุ 9–26 ปี จำนวน 500 คน เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าการป้องกันเชิงรุกยังคงเป็นหัวใจของระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ นพ.โอภาส พุทธเจริญ ระบุว่า วัคซีน HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 มีบทบาทสำคัญในการลดอุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบมากในผู้หญิงไทย การเข้าถึงวัคซีนตั้งแต่อายุน้อยจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันโรค แต่คือการลงทุนด้านสุขภาพในระยะยาว ขณะที่การใช้ HIV Self-Test ก็ช่วยให้ประชาชนรู้สถานะของตนเองได้รวดเร็วและเป็นส่วนตัวมากขึ้น อันจะนำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงทีและลดการแพร่เชื้อในระดับชุมชน

ในอีกมิติหนึ่ง การคัดกรองวัณโรคในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขภาคสนามอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้นำเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล พร้อมระบบ AI วิเคราะห์ผล ซึ่งสามารถแปลผลได้ภายใน 2–3 นาที ช่วยให้การคัดกรองทำได้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น

รศ.นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล อธิบายว่า หากพบความผิดปกติจากภาพเอกซเรย์ ทีมแพทย์จะดำเนินการตรวจยืนยันด้วยการเก็บเสมหะและใช้เทคนิคอณูชีววิทยา ซึ่งรู้ผลภายใน 25 นาที และหากยืนยันพบเชื้อ ผู้ป่วยจะเข้าสู่กระบวนการรักษาทันทีตามแนวทาง “เจอ จ่าย จบ” เพื่อลดการแพร่กระจายในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่น่าสนใจคือ โมเดลการทำงานลักษณะนี้ไม่ได้อาศัยเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานรัฐ สถาบันการแพทย์ องค์กรวิจัย ไปจนถึงภาคเอกชนและชุมชนเอง การบูรณาการทรัพยากรและองค์ความรู้เช่นนี้ ทำให้การแก้ปัญหาสุขภาพมีมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น

ในภาพใหญ่ กิจกรรม “คลองเตย Strong” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก ที่มุ่งลด “ช่องว่างการเข้าถึง” ซึ่งเป็นรากของความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในสังคมไทย คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ โมเดลลักษณะนี้จะสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นได้มากน้อยเพียงใด และจะถูกผลักดันให้เป็นนโยบายระดับระบบได้หรือไม่ เพราะในท้ายที่สุด สุขภาพของประชาชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครเข้าถึง” เทคโนโลยีและบริการเหล่านั้นได้จริง

คลองเตยอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หากบทเรียนครั้งนี้ถูกต่อยอดอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบสุขภาพไทยให้ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘คลองเตยสตรอง’ เมื่อการแพทย์เชิงรุกเดินเข้าหาชุมชน เพื่อลดช่องว่างสุขภาพเมืองใหญ่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...