โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘อิสระ’ ชี้สส.ซื้อข้าวกินเองแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ แนะต้องรื้อต้นตอ-พร้อมใจไม่โกง

เดลินิวส์

อัพเดต 28 มีนาคม 2569 เวลา 18.26 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘อิสระ’ ชี้ สส. พาเหรดซื้อข้าวโรงอาหารแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ใช้งบประมาณเท่าเดิมแต่เพิ่มเติมคืออาหารเหลือ ชำแหละต้นตอปัญหาอยู่ที่ ‘ระบบ’ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงจริงไม่ต้องเอาข้าวมาจากบ้าน แค่พร้อมใจกันไม่โกงทั้ง 500 คน การถอนทุนจากงบหลวงจะลดลงกว่าไปกินข้าวกะเพราโรงอาหารรัฐสภา

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ งบอาหาร สส. : แก้ปลายเหตุ หรือระบบดีนะ? โดยระบุว่า ช่วงหลายวันนี้ มีการพูดถึงประเด็นงบประมาณอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จนหลายพรรคนำอาหารมาทานเอง หรือพาเหรดกันลงไปซื้อข้าวร้านในโรงอาหารรัฐสภา ในมุมหนึ่ง หากทำได้ทุกวัน ตลอด 4 ปี ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติระบบยังคงต้อง “เตรียมอาหารให้ครบตามจำนวน” ในวันประชุมอยู่ดี งบประมาณจึงยังใช้เท่าเดิม เพิ่มเติมคือ อาหารเหลือ = food waste นี่คือวิธีแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ที่เราคุ้นเคยในการเมืองไทย เพราะต้นเหตุไม่ใช่ “ใครเอาข้าวมาจากบ้าน” แต่คือระบบ

นายอิสระ ระบุว่า อันที่จริงการจัดอาหารให้กับสส.หรือคนมาประชุมที่ข้ามมื้อ ก็ไม่ได้ผิดอะไรและทำกันทั่วโลก แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น โดยหลักการ งบอาหารของสส.อยู่ที่ประมาณ 80 กว่าล้านบาท/ปี แต่การใช้จริงอยู่ที่ราว 50 ล้านบาท ยังไม่รวมงบอาหารกรรมาธิการอีก ปีละ 20 กว่าล้าน ถ้าผมจำไม่ผิด ปกติเขาจัดอาหารให้ 3 มื้อ (เช้า-กลางวัน-เย็น) รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และหากมีการประชุมเกิน 20.00 น. ก็จะเพิ่มเป็น 5 มื้อ คือ มื้อค่ำและมือดึก อีก 250 บาท ใครจะกินหรือไม่กิน เขาก็ต้องจัดเต็ม max เผื่อไว้ เหลือแล้วจะทิ้ง แจก บริจาค ก็ว่ากัน

คำถามคือ เราจะออกแบบระบบให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ได้หรือไม่? 1. เปลี่ยนจาก “จัดเลี้ยงรวม” เป็น “สิทธิรายบุคคล” ให้เป็นบัตรวงเงิน (ไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน) ใช้กับผู้ประกอบการที่หมุนเวียนมาจากทั่วประเทศ ใช้เท่าที่ทาน เหลือคืนหลวง เป็นการลดงบประมาณ ลด food waste และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจท้องถิ่น ส่วนใครไม่ประสงค์รับสิทธิตลอดอายุ 4 ปีของสมาชิกภาพ ก็ให้ทำแบบแจ้งความประสงค์ไว้เลย และเปลี่ยนไม่ได้ตลอด 4 ปี ทีนี้ จะได้เห็นแล้วว่าที่ลงไปซื้ออาหารโรงอาหารกัน สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนแจ้งจริงๆ กี่คน 2. อีกมิติที่สำคัญคือ ความโปร่งใส งบอาหารควรถูกเปิดเผยแบบรายวัน/รายมื้อ ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ว่า ใช้จริงเท่าไร เหลือเท่าไร และจัดการอย่างไร 3. ต้นทุนที่สูง ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว

ผมเคยคุยกับอดีตผู้ประกอบการของรัฐสภา เขาต้องจ้างแรงงานเฉพาะวันประชุม (สัปดาห์ละ 2 วัน) และต้องยอมรับว่า พฤติกรรมการนำอาหารไปทานนอกห้องอาหาร มีอยู่ตลอด มากหรือน้อยแล้วแต่สมัย นอกจากเพิ่มปริมาณอาหารที่ต้องจัดแล้ว ยังเกิดปัญหาภาชนะที่สูญหายเป็นประจำ แน่นอน ผู้ประกอบการก็ต้องคิดราคาสูงให้ครอบคลุม

4. การ "ห้ามนำอาหารออกนอกพื้นที่" จึงต้องทำจริงไม่ว่า จะยิ่งใหญ่ มากบารมีแค่ไหน การให้บริการอาหารต้องจบในห้องอาหาร และไม่ขยายอาหารไปถึงห้องทำงาน รวมถึง “ทีมงาน” เพราะในทางคณิตศาสตร์ สส. 500 คน × ทีมงาน 8 คน = 4,000 คน งบหัวละ 1,000 บาท กลายเป็น “9 เท่า” โดยไม่รู้ตัว

5. มองให้ใหญ่กว่า 50 ล้านบาท งบส่วนนี้ จะว่ามากก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่หัวใจของปัญหา หากเราจริงจังกับการทุจริต เงินทอนโครงการทั่วประเทศ และการซื้อเสียงตัวเลขที่ประหยัดได้ จากวงเงินงบประมาณแผ่นดิน 3 ล้านล้านบาท จะมากกว่า 50 ล้านบาทนี้หลายเท่าตัว

หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ต้องถึงเอาข้าวมาจากบ้าน เริ่มจากการพร้อมใจไม่โกง ทั้ง 500 คน ไม่ทำให้การเมืองเป็น “ธุรกิจ” เพราะเมื่อไม่ต้องลงทุน 30-50 ล้านบาทเพื่อเข้าสู่สภา แรงจูงใจในการถอนทุนคืนจากงบหลวงก็จะลดลง และนั่นอาจเป็นการประหยัดงบประมาณที่ทรงพลังที่สุดของประเทศนี้กว่าข้าวกะเพราโรงอาหารรัฐสภา การประหยัดเงินหลวงทำได้ง่ายไม่ต้อง “กินน้อยลง” แค่ต้อง “โกงน้อยลง” ไม่ต้อง “ทานน้อยลง” ขอแค่ “ไม่ต้องทอน” พอ!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...