โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิจัย MIT เผย อะไรๆ ก็ถามแต่ AI Chatbot เสี่ยงสมองขี้เกียจและสมาธิสั้น

The Momentum

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 13.20 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. เวลา 10.45 น. • THE MOMENTUM

สมองนับเป็นหนึ่งอวัยวะที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในร่างกายของสัตว์สมองระบบรวมศูนย์อย่างมนุษย์

อะมิกดาลา (Amygdala) คือส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัวและความวิตกกังวล ช่วยให้คนเก็บของป่าล่าสัตว์รอดชีวิตจากสิงโตได้ ด้วยการมอบทักษะการตัดสินใจชั่วพริบตายามคับขันให้

ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ช่วยให้กะลาสียุคกลางจำเส้นทางเดินเรือจากชายฝั่งภูมิลำเนาได้เป็นร้อยๆ เส้นทาง

ส่วนพรีฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ (Prefrontal Cortex: PFC) ก็ช่วยให้ทนายความยุค 80s มีความจำระยะสั้นเป็นเลิศ ท่องเบอร์โทร.ลูกความที่ว่าความให้ในขณะนั้นได้หมดทุกคน แม้ยังไม่มีมือถือรุ่นมีฟังก์ชันเมมเบอร์ออกมาวางขายให้ได้ซื้อใช้

มนุษย์ยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีทักษะเหล่านี้หลงเหลืออยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะคนรุ่นหลังฉลาดน้อยกว่า แต่เป็นเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างบ้านเรือนที่แข็งแรง แผนที่ และสมาร์ตโฟนเข้ามาในชีวิต สมองจึงเริ่มขี้เกียจ เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำงานหนักด้วยเหตุผลเหล่านี้อีกต่อไป

แน่นอนว่านี่ก็นับเป็นความน่าทึ่งประการหนึ่งของสมองด้วยเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยุคเรามีเหนือกว่าคนยุคก่อนๆ อย่างแน่นอนคือ กระบวนการคิดเชิงนามธรรม (Abstract Thinking) ซึ่งเอื้อให้เราสามารถคำนวณ มองเห็นแพตเทิร์น คิดแบบมองไปข้างหน้า ตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสิ่งต่างๆ ที่อาจจับต้องได้หรือไม่ได้

แต่จะทำอย่างไรหากนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งกำลังค่อยๆ ทยอยกันออกมาบอกกับคุณว่า ไม่แน่มนุษยชาติอาจสูญเสียทักษะดังกล่าวไปเร็วๆ นี้ แบบเดียวกับที่เราเคยสูญเสียทักษะอื่นๆ ไป

นักวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบกันมาสักพักใหญ่แล้วว่า เมื่อเรารับรู้ว่า ข้อมูลใดๆ ก็ตามเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต สมองจะ ‘ผ่อนแรง’ ลงโดยอัตโนมัติ แล้วเลิกพยายามจดจำเรื่องเหล่านั้นเหมือนเมื่อก่อน เพราะลึกๆ จดจำไปแล้วว่า ต่อให้ลืมก็เสิร์ชเอาใหม่ได้

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนไม่แพ้กันคือ การมาถึงของแอปพลิเคชันนำทางอย่าง Google Maps และ Apple Maps คนรุ่นเราที่ใช้ระบบนำทางตลอดมักใช้งานของสมองส่วนที่ส่งเสริมความจำเชิงพื้นที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนยุคพ่อแม่ที่ต้องจำทางเอง แม้มันจะไม่ได้แปลว่าสมองส่วนนั้นหายไป แต่เพียงหมายความว่ามันถูกใช้น้อยลงก็เท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทั้งความจำและความสามารถในการตัดสินใจในจังหวะฉับพลันขณะขับขี่ของเราย่อมลดน้อยลงตาม

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด คือขณะนี้ประชากรจำนวนมากกำลังค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และการทำความเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อนไป

Cognitive Debt

งานวิจัยล่าสุดจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) เผยว่า การพึ่งพา AI แทนการคิดมีแนวโน้มสร้าง Cognitive Debt หรือ ‘หนี้ทางปัญญา’ แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว พฤติกรรมเช่นนี้จะค่อยๆ พอกพูนกลายเป็นหนี้ก้อนโต ซึ่งเราต้องจ่ายคืนเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่หายไป

นาตาลียา คอสมีนา (Nataliya Kosmyna) นักวิจัยคนสำคัญของ MIT Media Lab และคณะวิจัยของเธอ แบ่งผู้เข้าร่วมจำนวน 54 คน (ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18-39 ปี ทั้งหมดอาศัยอยู่ในนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ) ออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วมอบหมายให้พวกเขาเขียนเรียงความสไตล์ข้อสอบ SAT ติดต่อกันหลายครั้ง โดยแต่ละกลุ่มใช้เครื่องมือแตกต่างกัน

- กลุ่มแรกใช้แชตบอตของบริษัท OpenAI ที่เรารู้จักกันในชื่อ ChatGPT

- กลุ่มต่อมาใช้เสิร์ชเอนจินของ Google

- กลุ่มสุดท้ายไม่ใช้แอปพลิเคชันช่วยค้นคว้าใดๆ เป็นตัวช่วยเขียนเลย

ระหว่างเขียนแต่ละครั้ง นักวิจัยใช้เครื่องวัดคลื่นสมองไฟฟ้า (Electroencephalogram: EEG) บันทึกการทำงานของสมองของผู้เข้าร่วมแต่ละคน พบว่าในบรรดาทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีระดับการใช้สมองในกระบวนการคิดต่ำที่สุด ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจึงด้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับเส้นประสาท การใช้ภาษา และการแสดงออกผ่านพฤติกรรม

นอกจากนี้เมื่อหลังจากทำการทดสอบต่อเนื่องหลายเดือน กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ยังมีแนวโน้ม ‘ขี้เกียจขึ้นกว่าเดิม’ ทุกครั้งที่ต้องเขียนเรียงความ โดยในช่วงท้ายของการทดลอง ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้หลายรายเริ่มติดนิสัยไม่ดีบางอย่าง เช่น

- ติดการคัดลอกแล้ววางมากกว่าการพิมพ์

- จดจ่อการเขียนได้สั้นลง วอกแวกง่าย

- ไม่ค่อยอ่านทวนและแก้ไขงาน

- มีช่วงหยุดคิดตกตะกอนระหว่างเขียนน้อยลง จนถึงไม่มีเลย

อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึก ‘เป็นเจ้าของผลงาน’ (Sense of Authorship) ผู้เข้าร่วมที่ใช้ AI ช่วยเขียนมีแนวโน้มที่จะรู้สึกห่างเหินจากสิ่งที่เขียน หรือรู้สึกว่าเรียงความเหล่านั้นไม่ได้มาจาก ‘ความคิดของตัวเองอย่างแท้จริง’ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานนั้นส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้และคิดต่อยอด

อ้างอิง

https://www.vox.com/future-perfect/403100/ai-brain-effects-technology-phones

https://time.com/7295195/ai-chatgpt-google-learning-school/

https://arxiv.org/abs/2506.08872

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...