Morgan Stanley เตือนหนี้เอกชนเสี่ยงพุ่ง AI เขย่าซอฟต์แวร์ ดัน Default แตะ 8%
Morgan Stanley ชี้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI และภาระหนี้สูง ส่งผลให้อัตราผิดนัดชำระหนี้ในตลาด direct lending มีแนวโน้มพุ่งแตะ 8% ใกล้ระดับวิกฤตโควิด
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 05.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) คาดว่าอัตราการผิดนัดชำระหนี้ (default rate) ในตลาดสินเชื่อโดยตรง (direct lending) อาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 8% ในระยะข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็ว
แม้ในปัจจุบัน AI จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาดสินเชื่อเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทีมวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ นำโดย Joyce Jiang ระบุว่า โครงสร้างหนี้ของบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีภาระหนี้สูง (leverage สูง) และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยที่ต่ำ (coverage ratio ต่ำ) ประกอบกับกำแพงหนี้ (maturity wall) ที่กำลังจะครบกำหนดในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า อาจทำให้อัตราการผิดนัดเพิ่มขึ้นใกล้ระดับสูงสุดที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตโควิด-19
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ภาคซอฟต์แวร์ถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางด้านเครดิตมากที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ขณะที่อัตราการผิดนัดในตลาดสินเชื่อทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา แต่แนวโน้มระยะต่อไปยังคงมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก เมื่อผลกระทบจาก AI ต่อรายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์เริ่มชัดเจนมากขึ้น
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดเครดิตทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่า AI อาจเข้ามาดิสรัปต์โมเดลรายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์ ซึ่งในอดีตเป็นกลุ่มที่นักลงทุน โดยเฉพาะกองทุนทางเลือก (alternative asset managers) นิยมลงทุน เนื่องจากมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอและมีอัตรากำไรสูง
ข้อมูลจากมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่า กลุ่มซอฟต์แวร์คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดในพอร์ตของบริษัทพัฒนาธุรกิจ (Business Development Companies: BDCs) ที่ระดับประมาณ 26% ขณะที่ในตลาดตราสารหนี้แบบโครงสร้าง (private credit CLOs) มีสัดส่วนการลงทุนในซอฟต์แวร์ราว 19% และสินเชื่อจำนวนมากกำลังจะครบกำหนดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
โดยเฉพาะในตลาด direct lending พบว่ากำแพงหนี้ของกลุ่มซอฟต์แวร์จะกระจุกตัวในระยะสั้น โดยราว 11% ของสินเชื่อจะครบกำหนดในปี 2570 และเพิ่มเป็นอีก 20% ในปี 2571 ตามข้อมูลของ PitchBook
ความกังวลต่อแนวโน้มของภาคซอฟต์แวร์ยังส่งผลให้คำขอไถ่ถอนเงินลงทุน (redemption) ในกองทุน private credit เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดมอร์แกน สแตนลีย์ และ Cliffwater ต้องจำกัดการไถ่ถอนในกองทุนหนี้เอกชนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ หลังนักลงทุนแห่ถอนเงินเกินกว่ากรอบปกติรายไตรมาส
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าแม้ความเสี่ยงในตลาด private credit จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) และมีโอกาสจำกัดที่จะลุกลามไปกระทบตลาดการเงินโดยรวม
ทั้งนี้บริษัทพัฒนาธุรกิจ (BDCs) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนใน private credit ถือครองสินทรัพย์รวมกว่า 530,000 ล้านดอลลาร์ ณ ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลว่า ความไม่คล่องตัวของสินทรัพย์ (illiquidity) ในตลาดนี้อาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย และอาจชะลอการเติบโตของตลาด private credit ในอนาคต
นักวิเคราะห์สรุปว่า หากความต้องการลงทุนจากรายย่อยเริ่มลดลง โครงสร้างผู้ลงทุนอาจเปลี่ยนไปสู่กลุ่มนักลงทุนสถาบันมากขึ้น และทำให้การขยายตัวของตลาด private credit ชะลอลงในระยะถัดไป
อ้างอิง : www.bloomberg.com