โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหรัฐฯ-อิหร่านเดิมพันเกาะคาร์ก น้ำมันพุ่งแรง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จับตา “เกาะคาร์ก” เดิมพันสำคัญศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน ยกระดับสู่การโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันในตะวันออกกลางที่จะกระทบทั่วโลก หวั่นราคาอาจพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หากไม่มีใครยอมใคร มาตรการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ช่วยยื้อเวลา แต่แก้ปัญหาไม่ได้

“เกาะคาร์ก” กำลังกลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากเกาะยุทธศาสตร์น้ำมันของอิหร่านแห่งนี้อยู่รอดปลอดภัยจากการโจมตีมานานถึง 2 สัปดาห์ นับตั้งแต่ทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีเป้าหมายทางการทหารบนเกาะแห่งนี้ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมขู่จะโจมตีอีก 2-3 ครั้งเพื่อความสนุก และจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันด้วย หากอิหร่านยังคงยืนกรานปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า ศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ จากการโจมตีทางทหารไปเป็นการสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

การโจมตีอุตสาหกรรมพลังงานจะทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านเผชิญความเปราะบาง เนื่องจากต้องพึ่งพารายได้ส่วนใหญ่จากการส่งออกพลังงาน ทั้งนี้ อิหร่านถือครองน้ำมันดิบสำรองประมาณ 2.08 แสนล้านบาร์เรล หรือร้อยละ 11 ของทั้งโลก และมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองคิดเป็นร้อยละ 15 ของทั้งโลก การที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเกาะคาร์กสะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเกาะนี้ต่ออิหร่าน และอำนาจต่อรองของอิหร่านในตลาดน้ำมันโลก

แต่ขณะเดียวกัน การโจมตีเกาะคาร์กก็เสี่ยงทำให้อิหร่านยกระดับความขัดแย้งด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งต่างก็เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงแบบที่ไม่อาจควบคุมได้

ถึงแม้ว่าเกาะคาร์กจะมีขนาดเล็ก เท่า ๆ กับ 1 ใน 3 ของเกาะแมนฮัตตัน แต่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 90 ของประเทศ นอกจากนี้ ยังรองรับการขนถ่ายน้ำมันประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีท่าเทียบเรือน้ำลึกที่รองรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ รวมทั้งสามารถจัดเก็บน้ำมันดิบได้สูงสุดราว 30 ล้านบาร์เรล แต่ขณะนี้มีน้ำมันจัดเก็บอยู่ประมาณ 18 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นปริมาณการส่งออกราว 10-12 วัน ภายใต้สถานการณ์ปกติ “เจพี มอร์แกน” ประเมินว่า หากเกิดการโจมตีโดยตรงที่ท่าเรือส่งออกน้ำมันของอิหร่านบนเกาะคาร์ก จะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันหยุดชะงักในทันที

เกาะแห่งนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่านมานานแล้ว เอกสารของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในปี 2527 ระบุว่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานของเกาะคาร์กมีความสำคัญที่สุดในระบบน้ำมันของอิหร่าน และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากสหรัฐฯ เดินเกมทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน นอกจากจะทำให้ขาดแหล่งรายได้ที่สำคัญแล้ว อิหร่านยังต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการฟื้นฟู เพราะที่ผ่านมาอิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก จึงไม่สามารถหาเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญได้เพียงพอ

ในอดีตเกาะคาร์กเคยตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักในทศวรรษ 1980 เมื่อกองกำลังอิรักได้โจมตีทางอากาศต่อโรงงานผลิตน้ำมันบนเกาะคาร์ก ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนัก และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิหร่านก็เพิ่มการป้องกันเกาะคาร์กด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมทั้งทำโครงสร้างที่แข็งแรง และถังเก็บใต้ดิน ซึ่งออกแบบให้ส่งออกน้ำมันดิบไม่หยุดชะงักแม้จะเผชิญกับการโจมตี

ไม่เพียงแต่น้ำมันที่จะส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก การโจมตีที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคได้ส่งผลต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติด้วย กรณีของ “กาตาร์” ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณร้อยละ 20 ของโลก ต้องยุติการผลิต LNG ในโรงงานขนาดใหญ่สุด เนื่องจากถูกอิหร่านโจมตีก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ราคา LNG ในยุโรปเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 แตะระดับกว่า 56 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“เดอะ การ์เดียน” อ้างอิงข้อมูลจาก S&P Global Energy ระบุว่า การหยุดส่งออก LNG ของกาตาร์ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะปากีสถานที่ในปีที่แล้วนำเข้า LNG เกือบทั้งหมดจากกาตาร์ ขณะที่ไทยก็นำเข้า LNG จากกาตาร์ในสัดส่วนร้อยละ 21 ของการนำเข้าทั้งหมด ด้าน “ซาอัด อัล-คาบี” รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ กล่าวกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ว่า อาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กว่าที่การจัดส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าสงครามจะยุติลงในวันนี้ก็ตาม

สหรัฐฯ ขู่จะเปิดแนวรบใหม่ที่เกาะคาร์ก ในขณะที่สถานการณ์บริเวณช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ยังคงตึงเครียด โดยกองทัพอิหร่านยังคงควบคุมการเดินเรืออย่างเข้มงวด เรือที่จะแล่นผ่านจะต้องขออนุญาตจากอิหร่านก่อน ยกเว้นยกเว้นเรือของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรที่ห้ามผ่านโดยเด็ดขาด หมายความว่าสงครามที่ดำเนินอยู่ยังคงปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั่วโลก

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้ 7 ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมีบทบาทในการปกป้องเรือขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วน เนื่องจากสหรัฐฯ มีน้ำมันของตัวเอง อย่างกรณีของจีนที่ได้รับน้ำมันประมาณร้อยละ 90 ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ระบุชื่อประเทศอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเคยเรียกร้องให้จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอังกฤษ เข้าไปมีส่วนร่วมในการลาดตระเวนบริเวณฮอร์มุซ

ขณะที่การเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่วางแผนไว้ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน อาจต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากสหรัฐฯ พยายามกดดันรัฐบาลจีนให้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตอกย้ำความตึงเครียดครั้งใหม่สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เปราะบางอยู่แล้วจากสงครามการค้า

ทั้งนี้ จีนอาจได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซน้อยกว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ระบุ เนื่องจากจีนใช้เวลาราว 2 ทศวรรษในการกระจายแหล่งพลังงานและสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักด้านพลังงาน จากข้อมูลของ “โนมูระ” ประเมินว่า การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 6.6 ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของจีน

วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น สมาชิก 32 ประเทศขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จึงลงมติระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ราว 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาด เพื่อสกัดราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นแรง การระบายน้ำมันสำรองรอบแรกนี้คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 33 ของปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมดราว 1.2 พันล้านบาร์เรล

โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำในการดำเนินการครั้งนี้ ซึ่งมีแผนปล่อยน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของ IEA หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณที่มีทั้งหมด แต่การระบายน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลของสหรัฐฯ จะดำเนินการในช่วงเวลา 120 วัน หมายความว่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองถูกปล่อยออกมาราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำมันที่หายไปเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และจะต้องใช้เวลา 13 วัน กว่าน้ำมันจะเข้าสู่ตลาดหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามอนุมัติ

การระบายน้ำมันสำรองล่าสุดนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีของประวัติศาสตร์ IEA ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้รักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศสมาชิกในยามเกิดวิกฤตระดับโลก ซึ่งสมาชิกแต่ละประเทศจะตัดสินใจระบายน้ำมันในปริมาณที่พิจารณาว่าเหมาะสม โดยการระบายน้ำมันสำรองก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2565 ปริมาณอยู่ที่ 182 ล้านบาร์เรล

แต่การระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดมากนัก เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่หยุดชะงักจากสงครามนั้นมีมากกว่าปริมาณสำรองที่ IEA สามารถปล่อยออกมาได้ในแต่ละวัน ทำให้การปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ส่งผลต่อราคาน้ำมันอย่างจำกัด เรียกว่าเป็นมาตรการที่ช่วยซื้อเวลา แต่ไม่ได้แก้วิกฤต

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เมื่อวานนี้เคลื่อนไหวที่ระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตอบรับการที่สหรัฐฯ ขู่จะโจมตีเกาะคาร์กของอิหร่าน รวมทั้งการเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากอิหร่านปิดการเดินเรือจนทำให้เกิดการหยุดชะงักของพลังงานทั่วโลก ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งอังกฤษ (UKMTO) พบว่า มีเรือขนส่งสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไม่เกิน 5 ลำต่อวัน นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 138 ลำต่อวัน ขณะที่นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 40 แล้ว ส่งผลให้ต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

นอกเหนือจากการหยุดชะงักด้านการขนส่ง การสู้รบที่รุนแรงขึ้นอาจบีบให้ประเทศในตะวันออกกลางต้องปิดบ่อน้ำมัน ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่สุด และทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก กระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเป็นระยะเวลานาน “เดอะ การ์เดียน” อ้างความเห็นนักวิเคราะห์หลายรายที่มองว่า ในสถานการณ์เลวร้ายสุด ราคาน้ำมันอาจทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยแตะ 147.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลก ซึ่งเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะมีราคาเท่ากับ 211 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การปิดบ่อผลิตน้ำมันจะทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ความกังวลของตลาดเกี่ยวกับวิกฤตเรื่องปริมาณพลังงานรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่การผลิตจะยังคงถูกจำกัด แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดตามปกติ เพราะบ่อน้ำมันแต่ละแห่งอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเริ่มต้นกระบวนการผลิตใหม่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพโครงสร้างพื้นฐานและธรณีวิทยา และยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมาผลิตได้เท่าที่เคยทำไว้ก่อนหน้านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...