เส้นทางน้ำมันโลกเปลี่ยน! ซาอุฯ เร่งส่งออกผ่านทะเลแดง ค่าขนส่งพุ่ง 10 เท่า
หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซาอุดีอาระเบีย เร่งส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือยันบูเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ท่ามกลางค่าระวางเรือที่พุ่งกว่า 10 เท่า
วันที่ 17 มีนาคม 259 เวลา 00.25 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียเร่งปรับเส้นทางส่งออกน้ำมัน โดยหันไปใช้ฝั่งทะเลแดงอย่างเข้มข้น หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางหลักหยุดชะงัก
ข้อมูลจาก London Stock Exchange Group ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม มีการทำสัญญาโหลดน้ำมันที่ท่าเรือยันบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดงถึง 22 ลำในวันเดียว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนเกิดสงครามที่มีเรือเพียง 0-2 ลำต่อวัน โดยในช่วงวันที่ 1–13 มีนาคม จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 64 ลำ หรือมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 21 เท่า
ท่าเรือยันบูเชื่อมต่อกับแหล่งผลิตน้ำมันทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบียผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ระยะทางราว 1,200 กิโลเมตร ทำให้สามารถส่งออกน้ำมันโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยปริมาณการส่งออกน้ำมันจากฝั่งตะวันตกเพิ่มขึ้นแตะ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ที่เริ่มต้นวันที่ 9 มีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 2558
โดยปกติแล้ว ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันผ่านฝั่งอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่ฝั่งทะเลแดงมีเพียง 20% เท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน การส่งออกผ่านอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างมาก โดยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม มีรายงานการขนส่งจากท่าเรือรัส ทานูรา (Ras Tanura) เพียง 3 ครั้งเท่านั้น
แม้การหันไปใช้เส้นทางทะเลแดงจะช่วยบรรเทาปัญหา แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด โดยมีการประเมินว่ามีน้ำมันดิบราว 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 70% ของปริมาณเดิม ไม่สามารถส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่างเพิ่มกำลังขนส่งของท่อ East-West จาก 5 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ข้อมูลจาก JPMorgan ระบุว่าความสามารถส่วนใหญ่ถูกใช้งานไปแล้ว และการส่งออกผ่านยันบูใกล้แตะขีดจำกัด
นอกจากนี้การขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเชื่อมต่อไปยังอ่าวเอเดน โดยในช่วงที่ผ่านมาเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์จากกลุ่มฮูตีในเยเมน ทำให้หลายบริษัทเดินเรือหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวและเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาและต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น
ความต้องการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคที่ยังคงมีอยู่ ประกอบกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือพุ่งสูง โดยค่าระวางเรือขนาดใหญ่ (VLCC) จากยันบูอยู่ที่ประมาณ 450,000 ดอลลาร์ต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2566–2568 ที่ราว 42,000 ดอลลาร์ต่อวันมากกว่า 10 เท่า
แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น เกาะคาร์กของอิหร่าน แต่การโจมตีที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่สำคัญ เช่น ท่าเรือฟูไจราห์ของ UAE ทำให้ตลาดพลังงานกังวลว่าความเสี่ยงด้านอุปทานจะยิ่งรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลกจากความขัดแย้งที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติ
อ้างอิง : asia.nikkei.com