ลุ้น ‘ศาลรธน.’ ถกคำร้องเลือกตั้งโมฆะ อดีตตุลาการฯชี้ต้องตีความเคร่งครัด
กลางสัปดาห์ ลุ้นศาลรธน.ถกคำร้องเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ อดีตตุลาการฯ ชี้ต้องตีความโดยเคร่งครัดไม่ใช่ไปในทางยกเว้น
15 มี.ค. 2569 - จากกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีการพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและรหัสคิวอาร์ (QR Code)ในบัตรเลือกตั้งระบบเขต ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 85 หรือไม่ ซึ่งต้องติดตามว่าที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในสัปดาห์นี้หรือไม่ เพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ หรือจะเป็นสัปดาห์ถัดไป
ด้านนายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ กล่าวให้ความเห็นถึงกรณีดังกล่าวกับ”ไทยโพสต์”ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ใช้อำนาจตามพ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินพ.ศ.2560 มาตรา23(1)ส่งเรื่องปัญหาบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการเข้าสู่อำนาจในทางรัฐสภานั้นต้องผ่านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในกรณีส.ส.นั้นคือรัฐธรรมนูญมาตรา3วรรคหนึ่งมาตรา79วรรคหนึ่งและมาตรา85วรรคหนึ่ง ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นคือเป้าหมายสูงสุดที่จะมีผลทำให้รัฐธรรมนูญทรงคุณค่าแห่งความเป็นกฎหมายสูงสุดหรือแหล่งความเป็นที่มาของอำนาจรัฐ
นายสุโรจน์ กล่าวต่อไปว่า การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา85นั้นเป็นอำนาจทางมหาชนที่ไม่อาจแปรความหรือตีความไปในทางยกเว้นหลักการที่สำคัญตามมาตรานี้ได้กล่าวคือต้องตีความโดยเคร่งครัดอันเป็นหลักการสากลในทางรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องปฎิบัติรวมทั้งองค์กรอิสระอื่นด้วย เช่นในปีค.ศ.2016(พ.ศ.2559)ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีตามบทบัญญัติการลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเพิกถอนการเลือกตั้งแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ หลักการสำคัญในการเลือกตั้งคือ1.โดยตรง 2.ลับ 3.สุจริต 4.ยุติธรรม ซึ่งแต่ละอย่างแต่ละหลักนั้นมีความสำคัญเท่าๆกันโดยไม่มีการแยกลำดับศักดิ์ของความสำคัญไว้ว่าหลักใดสำคัญมากกว่า อีกทั้งไม่อาจแยกเป็นส่วนๆได้
“คำว่า ลับ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา85นั้น ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความในเชิงป้องกันโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการพิสูจน์ว่าลับหรือไม่ลับเป็นสำคัญ อีกทั้งลับหรือไม่ลับนั้นควรเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วได้จากสามัญสำนึกที่รู้แจ้ง และศาลรัฐธรรมนูญต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งโดยลับนั้นเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวของผู้ใช้สิทธิ์ที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดจึงต้องแปลความในเชิงคุณค่าไม่ให้เกิดช่องว่างทั้งในรูปธรรมและนามธรรมเนื่องจากเป็นสิทธิของบุคคลผู้ใช้สิทธิในทางมหาชนที่จะผูกพันปัจเจกชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในรัฐธรรมนูญ
ผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการทางกฎหมายดังกล่าวมาเป็นสำคัญ ซึ่งทั้งสังคมรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญต้องยอมรับว่าในบางครั้งระบบรัฐธรรมนูญเองหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเองนั้นก็ทำให้ประชาธิปไตยถูกมีขอบเขตจำกัดเพื่อให้กระบวนการเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ระบุ