โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พิษสงครามเขย่าค่าครองชีพ ต้นทุนส่อพุ่ง สินค้าลดปริมาณ แนะ 5 วิธีรับมือ

Amarin TV

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พิษสงครามเขย่าค่าครองชีพ ต้นทุนส่อพุ่ง สินค้าลดปริมาณ สภาผู้บริโภคแนะ 5 วิธีรับมือ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก เริ่มส่งผลต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่วัตถุดิบสำคัญอย่างเม็ดพลาสติกซึ่งใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ก็เริ่มมีสัญญาณขาดแคลน เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป

แม้ขณะนี้ราคาสินค้าหลายรายการยังไม่ปรับขึ้น แต่สภาองค์กรของผู้บริโภคพบว่าผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับลดปริมาณสินค้าในบรรจุภัณฑ์ลง สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมเตือนผู้บริโภคให้เตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน โดยแนะนำให้วางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบผ่าน “5 แผนสำรอง” เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอหนังสือถึงภาครัฐ เพื่อผลักดันมาตรการส่งเสริมการบริโภคสินค้าในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานและโลจิสติกส์ของโลก

สงครามดันต้นทุนพุ่ง สินค้าบางชนิดเริ่มลดปริมาณแทนขึ้นราคา

นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงผันผวน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้า

แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ ดังนั้นหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประมาณ 5-10% ในระยะต่อไป

ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณของการปรับตัวของกลุ่มสินค้าและบริการตามกลไกตลาด โดยในปัจจุบันเมื่อไปสำรวจในตลาดสดพื้นที่ กทม. พบสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ ราคายังคงอยู่เท่าเดิมแต่ปริมาณกลับลดลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท

ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต สวนทางรายได้ของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง ดังนั้นในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในระยะต่อไป

“แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาพลังงาน แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ท่ามกลางผู้บริโภคที่มีรายได้เท่าเดิม” นางชูเนตร กล่าว

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคผนึกกำลังกับเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อร่วมแจ้งเตือนสถานการณ์ราคาสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ผลักดันนโยบายใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อปอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาเป็นสินค้าทดแทนและลดภาระจากค่าครองชีพและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลดีประเทศไทยในระยะยาว

ไข่ไก่ปรับขึ้นแผงละ 6 บาท เริ่ม 16 มี.ค. ตามภาวะตลาด

ล่าสุดในวันนี้ (14 มีนาคม 2569) ผู้ผลิตสินค้าบริโภคสำคัญเริ่มประกาศปรับขึ้นราคาอย่างเป็นทางการกันแล้ว เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีกฟองละ 20 สตางค์ หรือแผงละ 6 บาท ส่งผลให้ราคาแนะนำขยับจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยยืนยันว่าเป็นการปรับตามภาวะตลาด ไม่ได้เกิดจากความต้องการของผู้เลี้ยงไก่ไข่

ประกาศดังกล่าวออกโดยเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แม่น้ำน้อย จำกัด เพื่อแจ้งให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รับทราบการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์ม

สำหรับราคาแนะนำใหม่กำหนดไว้ที่ฟองละ 3.40 บาท สำหรับไข่ไก่คละที่มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 20.5 กิโลกรัมต่อแผงมาตรฐาน ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาในระยะต่อไป เครือข่ายสหกรณ์ฯ จะแจ้งให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องทราบอีกครั้ง

เปิด 5 แผนการเงินครัวเรือน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภคได้เสนอข้อแนะนำ 5 ประการสำหรับประชาชน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในภาวะสงคราม ได้แก่

  • วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม หรือวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย
  • มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือความไม่มั่นคงด้านรายได้
  • สำรองสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก
  • เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่งทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด
  • สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชนสามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ มิจฉาชีพอาจจะฉวยโอกาสการปลอมแปลงสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นมาหลอกหลวงได้ และเน้นการปรับลดราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ไปพร้อมกัน รวมถึงควรตระหนักและรักษาสิทธิของตนเอง หากพบเหตุการณ์ที่เข้าข่ายการเอาเปรียบหรือการหลอกลวง ไม่ควรนิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ แต่ควรใช้สิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบการขายสินค้าเกินราคา ไม่แสดงป้ายราคา หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สายด่วน สคบ. 1166 และสภาผู้บริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...