ไทย ผงาดเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน กินรวบ Market Share ตลาดครอบครัวกว่า 57%
ไทย กวาดเรียบทุกสถิติท่องเที่ยวอาเซียนครองสัดส่วนแลนด์มาร์คครอบครัวกว่า 57% Trip.com เปิดอินไซต์ปี 2026 นักเดินทางยุคใหม่เน้น "ประสบการณ์เชิงลึก" และ "ข้อมูลเรียลไทม์" ดันยอดจองคนไทยไปต่างประเทศโตกระโดด 80% จีน-ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายหลัก
13 มีนาคม 2569 -ในโลกของการท่องเที่ยวยุค 2026 ข้อมูลไม่ใช่แค่ "ทางเลือก" แต่เป็น"ทางรอด" ล่าสุด Trip.com Group ได้กางแผนที่ข้อมูลขนาดมหึมาในงาน “2026 Trip.Best Thailand Unpacked” ที่แสดงให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนหัวนักท่องเที่ยว แต่ภาพรวมการแข่งขันย้ายไปอยู่ที่การตอบโจทย์ "Micro-Experience" หรือประสบการณ์เฉพาะตัวที่แม่นยำด้วยตัวเลข
ประเทศไทย : พี่ใหญ่ผู้กินรวบ Market Share การท่องเที่ยวอาเซียน
จากผลการจัดอันดับ Trip.Best Global 2026 ประเทศไทยไม่ได้แค่ติดอันดับ แต่กำลัง "กินรวบ" ส่วนแบ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบทิ้งห่างคู่แข่ง ข้อมูลระบุว่าในบรรดาจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุด 100 แห่งทั่วโลก (Global 100 Must-Visit) มีชื่อของไทยติดโผถึง 33% ของทั้งภูมิภาค
แต่ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือใน หมวด Family-Friendly Destination ที่ไทยครองสัดส่วนสูงถึง 57% สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานและการบริการของไทยตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวได้ดีที่สุดในอาเซียน ตามมาด้วยหมวดหมู่กิจกรรม (Things to Do) ที่ 41% และไนต์ไลฟ์ที่ 40% ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงเม็ดเงินจากนักเดินทางทั่วโลก
"ประเทศไทยพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่องว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบมากที่สุด ผลการจัดอันดับปี 2026 สะท้อนสิ่งนี้ชัดเจน" - ไดแอน ชุย, ผู้จัดการทั่วไป Trip.com Group ประเทศไทย
Pain Point นักเดินทาง: 61% พลาดชมไฮไลท์เพราะข้อมูลไม่นิ่ง
ข้อมูลจากฟลอร์นำเสนอเผยอินไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับความล้มเหลวของการหาข้อมูลท่องเที่ยวแบบเดิมๆ โดยระบุว่านักเดินทางกว่า 46% ยังคงประสบปัญหาในการค้นหาร้านอาหารที่ "ดูดีและอร่อยจริง"
ที่น่าสนใจคือปัญหาเรื่อง "เวลา" (Timing) ข้อมูลระบุว่า :
- 61% ของนักท่องเที่ยวสารภาพว่า "พลาด" ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าชมสถานที่ (Best viewing period) เพราะข้อมูลไม่แม่นยำ
- 54% รู้สึกว่าการหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ที่เชื่อถือได้นั้นทำได้ยาก
- 63% ประสบปัญหาในการหา "จุดถ่ายรูป" (Photo spots) ยอดนิยม
สิ่งเหล่านี้คือช่องว่างทางธุรกิจที่ทำให้ฟีเจอร์การจัดอันดับ (Ranking) เข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะการใช้ Seasonal Rankings ที่อัปเดตข้อมูลแบบ Real-time เช่น เวลาซากุระบาน หรือตารางปิด-เปิดสวนสนุกที่ปรับตามสถานการณ์จริง เพื่อป้องกันความผิดหวังของผู้ใช้งาน
กลยุทธ์ "ลดแรงต้าน" สร้างกำไร: เมื่อความง่ายเท่ากับยอดขาย
Trip.com Group ได้พิสูจน์ผ่านตัวเลขว่า การทำให้ระบบ "ฉลาดและง่าย" ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ โดยมีการเปิดเผยสถิติการปรับปรุงระบบ (Optimization) ที่น่าสนใจ:
- การใช้ระบบ Tags (Less Effort): การคัดกรองที่ง่ายขึ้นทำให้ค่า CTR (อัตราการคลิก) พุ่งขึ้น 15.6%
- การใช้ Verified Reviewers (More Trust): การรับรองโดยผู้รีวิวตัวจริงเพิ่ม CTR ได้อีก 4.7%
- ผลลัพธ์สุทธิ: ความพึงพอใจโดยรวมของผู้ใช้ (NPS) เพิ่มขึ้น 11% ที่สำคัญคือความสำเร็จนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเงิน โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ยอดการจองรวม (GMV) รายวันผ่านฟีเจอร์ Trip.Best พุ่งสูงขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปกติ
คนไทย "กระหายเที่ยว": จีนยังเป็นเบอร์หนึ่ง ธีม 'Scenic' มาแรงสุด
ในมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวไทยเอง ปี 2026 ถือเป็นปีทองของการไปต่างประเทศด้วยยอดจองที่กระโดดขึ้นถึง 80% โดยมี "จีน" ครองใจเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึง 53.9% (เมืองยอดฮิตคือ เซี่ยงไฮ้ และเฉิงตู) ตามมาด้วยญี่ปุ่น 23.1% เทรนด์ที่นักธุรกิจโรงแรมต้องจับตาคือ พฤติกรรมการเลือกที่พักที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นแค่ความสะดวก กลายมาเป็นความต้องการ "โรงแรมที่มีธีมเฉพาะ" (Theme-based Hotels) ซึ่งมียอดวิวเติบโตขึ้นถึง 75% ต่อปี
โดยเกณฑ์การเลือกอันดับหนึ่งของคนไทยคือ :
- Scenic (วิวทิวทัศน์): 29.1%
- 4-star Select (4 ดาวคัดพิเศษ): 27.1%
- Luxury (ความหรูหรา): 18.2%
นอกจากนี้ กระแสความต้องการ "กิจกรรม" (Activities) ยังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะหมวด Cool Escape Attraction (สถานที่หนีร้อน) ที่ยอดผู้เข้าชม (UV) พุ่งสูงถึง 1,941% และกิจกรรมประเภทสกีรีสอร์ทเติบโตขึ้น 387%
สรุปได้ว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในปี 2026 จะถูกขับเคลื่อนด้วย "ความแม่นยำของข้อมูล" และ "ประสบการณ์เชิงลึก" ใครที่สามารถเปลี่ยนความพยายาม (Effort) ของลูกค้าให้เป็นความสะดวกสบายได้มากที่สุด คือผู้ที่จะได้ส่วนแบ่งก้อนใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ไปครอง