โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รสนาจี้รัฐคุมค่าการกลั่น 2 บาท ตัดงบแฝงโครงสร้างน้ำมัน ลดภาระผู้บริโภค

สยามรัฐ

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากกรณีตัวเลข “ค่าการกลั่น” น้ำมันในประเทศไทย หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง พุ่งสูงขึ้นถึง 7 – 17 บาทต่อลิตร จากช่วงสภาวะปกติค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันที่กลั่นในปัจจุบันยังเป็นสต็อกเก่า เป็นคำถามสำคัญถึง “โครงสร้างราคาน้ำมันไทย” ว่ามีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคเพียงใด

รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภคชี้ชัดว่า “ค่าการกลั่น” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่รัฐต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

จี้รัฐคุม ค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร

“ค่าการกลั่นเฉลี่ยช่วงเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร ไม่ใช่เรื่องปกติ” รสนากล่าวพร้อมอธิบายว่า ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบและราคาตลาดของน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้ทุกชนิด ซึ่งควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น ไม่ใช่เป็นช่องทางสร้างกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต หากรัฐบาลปล่อยให้มีการขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ในขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น แต่โรงกลั่นกลับได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น เราต้องถามว่าแบบนี้เป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่” รสนาตั้งคำถาม

รสนา เสนอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐควรมีมาตรการเชิงรุกมากกว่าการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ปตท. ที่มีหุ้นใหญ่ในโรงกลั่น 4 โรงจาก 6 โรง คือกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร และนำส่วนต่างของค่าการกลั่นไปลดราคาหน้าโรงกลั่น เช่น วันที่ 2 เมษายน 2569 ค่าการกลั่นอยู่ที่ 13.91 บาทต่อลิตรเมื่อกำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาท ให้นำค่าการกลั่นส่วนเกิน 11.91 บาทมาลดราคาหน้าโรงกลั่นทุกชนิดลงทันที

การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรม เพราะจะเป็นการลดลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกินจริง ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันต้องนำเงินชดเชยมากเกินไป ซึ่งคือหนี้ของประชาชนที่ต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หากมีการกู้เงินมาให้กองทุนน้ำมันชดเชยราคาแบบไม่รู้จบ

คือการประกาศให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาท หากทำเช่นนี้ส่วนต่าง 5 บาทที่หายไป จะช่วยทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงลด 5 บาททันที

น้ำมันสต็อกเก่า แต่ราคาใหม่

รสนา อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำมันที่คนไทยใช้อยู่ในปัจจุบันเป็น “สต็อกเดิม” อ้างอิงจากข้อมูลของนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง 100 วัน หรือประมาณ 3 เดือน ขณะที่ปัจจุบันสถาวะสงครามดำเนินไปได้เพียง 1 เดือน ดังนั้นประชาชนจึงไม่ควรต้องใช้น้ำมันในราคาแพง

“น้ำมันเป็นสินค้าที่เราถือว่าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน และรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ คุณต้องใช้ฐานะตรงนี้ดูแลประชาชน เพราะประชาชนเลือกคุณมา ไม่ใช่เลือกคุณมาเพื่อให้อุ้มกลุ่มทุนหรือผู้ประกอบการฝ่ายเดียว” ประธานอนุฯ พลังงาน ระบุ

รสนา ยกตัวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำมันสำรองเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยราคาดีเซลของญี่ปุ่นวันที่ 26 มีนาคม2569 มีราคาอยู่ที่ 38.85 บาทต่อลิตร ขณะที่วันเดียวกันประเทศไทยปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หากรวมเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันอีก 19.12 บาทแล้ว ราคาที่แท้จริงของดีเซลไทย อยู่ที่ 58.06 บาทต่อลิตร

“ญี่ปุ่นอยู่ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าไทย แต่ทำไมราคาน้ำมันเขาถึงถูกกว่าเราได้” รสนาตั้งคำถาม

หากปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีมาตรการรองรับ ประชาชนจะไม่สามารถรับภาระได้ และสะท้อนถึงบทบาทของรัฐที่ยังไม่สามารถดูแลแก้ปัญหาให้ประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤตแล้ว การแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องกลับไปแก้ที่ “โครงสร้างราคาน้ำมัน” เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ แต่ในความเป็นจริงยังมีการบวก “ค่าพรีเมียม” อีกหลายรายการ ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือค่าความสูญเสียระหว่างทาง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แต่อย่างใด จึงไม่มีค่าใช้จ่ายการขนส่งการประภัย การสูญเสียระหว่างทางแต่อย่างไร

นอกจากนี้ ในค่าพรีเมียม ยังมีค่าปรับปรุงคุณภาพ โดยอ้างว่าน้ำมันสิงคโปร์เป็นยูโร 4 ส่วนน้ำมันไทยเป็นยูโร4 พลัส และยังเก็บเงินค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงในค่าพรีเมียม 8 – 12 สตางค์ต่อลิตร รวมเป็นเงินประมาณ 34,000 ล้านบาท แต่ยามวิกฤต กลับไม่มีน้ำมันเพื่อความมั่นคงให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่เป็นธรรม แต่อย่างใด ขณะที่น้ำมันที่จำหน่ายในปัจจุบันก็เป็นน้ำมันที่จัดซื้อมาล่วงหน้าหลายเดือนในราคาต้นทุนเดิม แต่กลับขายในราคาสูงมากเพราะได้บวกเอาลาภลอย (wind fall profit) ที่เกิดจากความผันผวนของสถานการณ์โลก ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้เป็น “ตลาดเสรี” อย่างแท้จริง หากแต่เป็นกลไกคณิตศาสตร์ที่สามารถยักย้าย ราคาหน้าโรงกลั่น กับค่าการตลาดได้ตลอดเวลา” รสนาระบุพร้อมเสนอว่า โครงสร้างราคาน้ำมันควรตัดค่าพรีเมียมที่ไม่ได้มีอยู่จริงออกจากสูตรราคาสิงคโปร์ และให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นอยู่ที่ไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค และ ป้องกันไม่ให้เกิดลาภลอยในราคาน้ำมันที่เกิดความผันผวนจากสถานการณ์โลกอีก

หากเป็นระบบเชิงคณิตศาสตร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และควรถูกออกแบบใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...