เปิดคำแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย 21 หน้า
เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย 21 หน้า ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-สังคม-สิ่งแวดล้อม เตรียมแถลงต่อ รัฐสภาไทย วันที่ 9-10 เมษายนนี้ หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พร้อมสั่งเร่งศึกษาแนวทางยกเลิก MOU 44 ไทย-กัมพูชา และทบทวนนโยบาย Free Visa
ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คนเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เมษายน การดำเนินการขั้นต่อไปรัฐบาลจะต้องนำนโยบายแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งตามไทม์ไลน์ที่คาดการณ์ไว้จะเป็นวันที่ 9-10 เมษายน โดยหากรัฐสภาเห็นชอบต่อนโยบายของรัฐบาล ก็จะทำให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์
สำหรับนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา นำโดย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล ประกอบด้วยนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และนโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีความยาวทั้งหมด 21 หน้า
ในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นการส่งเสริมการลงทุนของ SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจและแรงงานไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันต่อยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อเชื่อมไทยเข้าสู่เศรษฐกิจโลก และสร้างพันธมิตรทางการค้า ขณะที่ภาคเกษตรจะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ส่วนภาคการท่องเที่ยวจะปรับทิศทางจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า เพื่อยกระดับไทยให้เป็นจุดหมายสำคัญในภูมิภาค
ด้านนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคง จะมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยจะสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ระหว่าง ประเทศไทย กับ กัมพูชา ผ่านแนวทางสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ขณะเดียวกันจะเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU 44 ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในไหล่ทวีปให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะมีการทบทวนนโยบาย Free Visa เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นโยบายด้านสังคม จะเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษา ภายใต้แนวคิด “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ” และสนับสนุนการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ควบคู่กับการยกระดับระบบสาธารณสุขให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่ทันที พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับรูปแบบการจ้างงานในเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะเน้นการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยใช้ Big Data และ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลให้มีความแม่นยำถึงระดับตำบล พร้อมพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ
ขณะที่นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย จะเร่งผลักดันกฎหมาย “Super License” เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน รวมถึงการเสนอร่างกฎหมายแบบ omnibus law เพื่อแก้ไขกฎหมายล้าสมัยที่เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ การแถลงนโยบายต่อ รัฐสภาไทย ในวันที่ 9-10 เมษายน จะเป็นขั้นตอนสำคัญที่กำหนดทิศทางการบริหารประเทศในระยะต่อไป และเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 5 ด้านให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง