โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สภาเภสัชกรรมร้อง รมว.สธ. ปรับระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทน แก้สมองไหล สูญเสียเฉลี่ย 182 ราย/ปี

เดลินิวส์

อัพเดต 6 เมษายน 2569 เวลา 19.31 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
สภาเภสัชกรรมร้อง รมว.สาธารณสุข ปรับระบบจ้างงานและค่าตอบแทนเภสัชกร แก้ปัญหาสมองไหล และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

สภาเภสัชกรรมนำโดย ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม, รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาเภสัชกรรม, ภก.อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และ ภก.ธีรวิทย์ บำรุงศรี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านพัฒนาวิชาชีพ เข้ายื่นหนังสือถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเภสัชกรทั่วประเทศ โดยระบุว่า สภาเภสัชกรรมซึ่งเป็นตัวแทนของเภสัชกรทั่วประเทศได้ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการด้านยาแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาจำเป็นได้อย่างปลอดภัย และตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในทุกสถานการณ์วิกฤติด้านสุขภาพ ทั้งโรคระบาดหรือภัยพิบัติต่างๆ เภสัชกรได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพ ร่วมสนับสนุนทุกนโยบายของผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยจากการใช้ยา และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

อย่างไรก็ตาม เภสัชกรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังประสบปัญหาสมองไหลและขาดขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เภสัชกรมีการปรับเปลี่ยนสถานะการจ้างจากข้าราชการเป็นพนักงานราชการ โดยได้รับจัดสรรปีละ 350 ตำแหน่ง มาจนถึงปี 2569 แต่มีอัตราการสูญเสียเภสัชกรออกจากระบบราชการตั้งแต่ปี 2565-2567 จำนวน 146 ราย 216 ราย และ 185 รายตามลำดับ (สูญเสียเฉลี่ยปีละ 182 ราย) ขณะที่เภสัชกรใช้ทุนปี 2568 ที่ได้รับจัดสรร 350 ตำแหน่ง มีผู้สมัครใช้ทุน 264 ราย มีตำแหน่งว่าง 86 ตำแหน่ง ที่ไม่มีผู้เลือกสถานที่ใช้ทุน โดยตำแหน่งว่างดังกล่าวไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่เพื่อรับสมัครเอง แต่ถูกดึงตำแหน่งกลับส่วนกลาง ทำให้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาระงานของเภสัชกรในพื้นที่

สำหรับการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรที่มีสถานการณ์จ้างเป็นพนักงานราชการที่มีอายุงาน 2 ปีขึ้นไป ในปี 2567 ได้รับจัดสรรมา 152 ตำแหน่ง และยังมีเภสัชกรพนักงานราชการที่ยังตกค้างอีกประมาณ 1,000 ราย ขณะที่สถานการณ์จ้างของเภสัชกรเป็นพนักงานราชการมาจำนวนเท่าเดิม 350 ตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่แพทย์และทันตแพทย์ ได้รับการจ้างเป็นข้าราชการต่อเนื่องมาทุกปีด้วยการใช้ตำแหน่งว่างบริหารจัดการในภาพรวม

ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรทุกคนมีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์และสหสาขาวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียกำลังคนจากระบบราชการ สภาเภสัชกรรมจึงขอสนับสนุนการดำเนินการจาก รมว.สาธารณสุข ดังนี้

1.ขอปรับสถานะการจ้างเภสัชกรที่มีสถานะการจ้างเป็นพนักงานราชการหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้เป็นข้าราชการ ตั้งแต่แรกเริ่มบรรจุ ส่วนพนักงานราชการเดิมหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้ปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการในอนาคตจนครบทุกตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและจูงใจให้อยู่ในระบบราชการ

2.ขอจัดสรรตำแหน่งว่างของข้าราชการตำแหน่งเภสัชกร ส่งกลับไปยังพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและภาระงาน

3.ขอการสนับสนุนและส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่ง โดยให้เภสัชกรเข้าสู่ตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เลื่อนไหล) ได้ทุกราย โดยไม่ต้องยุบตำแหน่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีเภสัชกรที่ยังตกค้างในระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ รวมกัน 8,117 ตำแหน่ง จาก 9,377 ตำแหน่ง (ร้อยละ 87) และมีแนวโน้มที่จะลาออกจากระบบราชการหากมีอายุราชการครบ 25 ปี

4.ขอปลดล็อกการตรึงตำแหน่งของเภสัชกรที่เป็นข้าราชการ ตามหนังสือที่ สธ 0201.032/ว76 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2556 เพื่อให้เภสัชกรสามารถย้ายกลับภูมิลำเนากลับไปดูแลบิดามารดา และได้อยู่ร่วมกับครอบครัวได้

5.ขอปรับค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติ จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท เทียบเท่ากับเภสัชกรขององค์การเภสัชกรรม และเครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ที่ได้รับการปรับเพิ่มในอัตราดังกล่าวแล้ว และเทียบเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ ที่มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปีเท่ากัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และลดการลาออกของเภสัชกรที่ลาออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษกรณีไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนี้ ไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว

6.ขอปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) และตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุขของพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) ขอปรับเพิ่มจากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1,500 บาท และ 3,000 บาท เป็น 3,500 / 7,500 / 15,000 บาท ตามหนังสือที่ สภ.01/01/182 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เกิดความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น โดยเภสัชกรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็น 6 ปี เช่นเดียวกับแพทย์และทันตแพทย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย หรือมีการปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน มีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานจากระบบเป็นจำนวนมาก

ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช กล่าวว่า การส่งเสริมขวัญกำลังใจในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวบุคลากร แต่เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการดูแลด้านยาให้แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านยาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...