สภาเภสัชกรรมร้อง รมว.สธ. ปรับระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทน แก้สมองไหล สูญเสียเฉลี่ย 182 ราย/ปี
สภาเภสัชกรรมนำโดย ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม, รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาเภสัชกรรม, ภก.อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และ ภก.ธีรวิทย์ บำรุงศรี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านพัฒนาวิชาชีพ เข้ายื่นหนังสือถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเภสัชกรทั่วประเทศ โดยระบุว่า สภาเภสัชกรรมซึ่งเป็นตัวแทนของเภสัชกรทั่วประเทศได้ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการด้านยาแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาจำเป็นได้อย่างปลอดภัย และตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในทุกสถานการณ์วิกฤติด้านสุขภาพ ทั้งโรคระบาดหรือภัยพิบัติต่างๆ เภสัชกรได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพ ร่วมสนับสนุนทุกนโยบายของผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยจากการใช้ยา และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
อย่างไรก็ตาม เภสัชกรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังประสบปัญหาสมองไหลและขาดขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เภสัชกรมีการปรับเปลี่ยนสถานะการจ้างจากข้าราชการเป็นพนักงานราชการ โดยได้รับจัดสรรปีละ 350 ตำแหน่ง มาจนถึงปี 2569 แต่มีอัตราการสูญเสียเภสัชกรออกจากระบบราชการตั้งแต่ปี 2565-2567 จำนวน 146 ราย 216 ราย และ 185 รายตามลำดับ (สูญเสียเฉลี่ยปีละ 182 ราย) ขณะที่เภสัชกรใช้ทุนปี 2568 ที่ได้รับจัดสรร 350 ตำแหน่ง มีผู้สมัครใช้ทุน 264 ราย มีตำแหน่งว่าง 86 ตำแหน่ง ที่ไม่มีผู้เลือกสถานที่ใช้ทุน โดยตำแหน่งว่างดังกล่าวไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่เพื่อรับสมัครเอง แต่ถูกดึงตำแหน่งกลับส่วนกลาง ทำให้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาระงานของเภสัชกรในพื้นที่
สำหรับการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรที่มีสถานการณ์จ้างเป็นพนักงานราชการที่มีอายุงาน 2 ปีขึ้นไป ในปี 2567 ได้รับจัดสรรมา 152 ตำแหน่ง และยังมีเภสัชกรพนักงานราชการที่ยังตกค้างอีกประมาณ 1,000 ราย ขณะที่สถานการณ์จ้างของเภสัชกรเป็นพนักงานราชการมาจำนวนเท่าเดิม 350 ตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่แพทย์และทันตแพทย์ ได้รับการจ้างเป็นข้าราชการต่อเนื่องมาทุกปีด้วยการใช้ตำแหน่งว่างบริหารจัดการในภาพรวม
ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรทุกคนมีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์และสหสาขาวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียกำลังคนจากระบบราชการ สภาเภสัชกรรมจึงขอสนับสนุนการดำเนินการจาก รมว.สาธารณสุข ดังนี้
1.ขอปรับสถานะการจ้างเภสัชกรที่มีสถานะการจ้างเป็นพนักงานราชการหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้เป็นข้าราชการ ตั้งแต่แรกเริ่มบรรจุ ส่วนพนักงานราชการเดิมหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้ปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการในอนาคตจนครบทุกตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและจูงใจให้อยู่ในระบบราชการ
2.ขอจัดสรรตำแหน่งว่างของข้าราชการตำแหน่งเภสัชกร ส่งกลับไปยังพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและภาระงาน
3.ขอการสนับสนุนและส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่ง โดยให้เภสัชกรเข้าสู่ตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เลื่อนไหล) ได้ทุกราย โดยไม่ต้องยุบตำแหน่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีเภสัชกรที่ยังตกค้างในระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ รวมกัน 8,117 ตำแหน่ง จาก 9,377 ตำแหน่ง (ร้อยละ 87) และมีแนวโน้มที่จะลาออกจากระบบราชการหากมีอายุราชการครบ 25 ปี
4.ขอปลดล็อกการตรึงตำแหน่งของเภสัชกรที่เป็นข้าราชการ ตามหนังสือที่ สธ 0201.032/ว76 ลงวันที่ 21 ม.ค. 2556 เพื่อให้เภสัชกรสามารถย้ายกลับภูมิลำเนากลับไปดูแลบิดามารดา และได้อยู่ร่วมกับครอบครัวได้
5.ขอปรับค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติ จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท เทียบเท่ากับเภสัชกรขององค์การเภสัชกรรม และเครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ที่ได้รับการปรับเพิ่มในอัตราดังกล่าวแล้ว และเทียบเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ ที่มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปีเท่ากัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และลดการลาออกของเภสัชกรที่ลาออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษกรณีไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนี้ ไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว
6.ขอปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) และตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุขของพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) ขอปรับเพิ่มจากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1,500 บาท และ 3,000 บาท เป็น 3,500 / 7,500 / 15,000 บาท ตามหนังสือที่ สภ.01/01/182 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เกิดความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น โดยเภสัชกรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็น 6 ปี เช่นเดียวกับแพทย์และทันตแพทย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย หรือมีการปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน มีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานจากระบบเป็นจำนวนมาก
ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช กล่าวว่า การส่งเสริมขวัญกำลังใจในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวบุคลากร แต่เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการดูแลด้านยาให้แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านยาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา.