โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

มาแล้ว! ผลสำรวจโพลพระปกเกล้า ความเชื่อมั่นรบ.รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

มุมข่าว

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Neen
วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 14 ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ถึงมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 14 ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ถึงมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน

ผลสำรวจระบุว่า ประชาชนกังวลผลกระทบด้านราคาน้ำมันและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 78.9% ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง อาหาร และการเดินทาง ทิ้งห่างประเด็นอื่นอย่างชัดเจน รองลงมา 9.3% กังวลเรื่องข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจทำให้สังคมตื่นตระหนกหรือเกิดความแตกแยก ขณะที่ 5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงานและการนำเข้า-ส่งออกที่อาจสะดุดจากเส้นทางเดินเรือ 5.4% กังวลต่อความเสี่ยงก่อการร้ายหรือเหตุความไม่สงบในภูมิภาค และอีก 0.6% กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ รวมถึงแรงงานไทยในตะวันออกกลาง

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนมากกว่าสามในสี่ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องมากกว่ามิติด้านความมั่นคงหรือการทูต อีกทั้งการที่ข่าวลวงและข้อมูลเท็จถูกจัดเป็นความกังวลอันดับรอง ยังสะท้อนถึงความห่วงใยต่อความสับสน ความตื่นตระหนก และความแตกแยกจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

ในด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ พบว่าความคิดเห็นของประชาชนแบ่งออกอย่างสูสี โดย 46.2% ระบุว่าค่อนข้างเชื่อมั่นถึงเชื่อมั่นมากที่สุดต่อการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่ 40.4% ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย และอีก 13.4% ยังไม่แน่ใจ สะท้อนว่าระดับความเชื่อมั่นยังไม่เด็ดขาด และรัฐบาลยังต้องพิสูจน์ศักยภาพในการรับมือวิกฤตอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าภาคใต้มีระดับความเชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.9% และภาคเหนือ 36.8% ในทางกลับกัน กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6% รองลงมาคือภาคกลาง 56.0% และภาคตะวันออก 51.7% ส่วนการแบ่งตามช่วงวัย พบว่ากลุ่ม Baby Boomer มีความเชื่อมั่นมากที่สุด 53.1% ตามด้วย Gen X 47.6% และ Gen Y 47.1% ขณะที่ Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น โดยมีสัดส่วน 49.0%

ผลสำรวจยังชี้ว่า ประชาชน 52.5% เห็นว่ารัฐบาลควรวางตัวเป็นกลาง โดยเน้นการดูแลคนไทยและรักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก รองลงมา 16.3% เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบมากกว่าการแสดงท่าทีระหว่างประเทศ 12.8% สนับสนุนการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและข่าวกรอง 7.3% เห็นว่าควรดำเนินนโยบายการทูตเชิงรุก และอีก 11.1% ไม่แน่ใจหรือไม่สามารถตอบได้

ทั้งนี้ นายอิสระ ระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการดูแลปากท้องและความมั่นคงในชีวิตประจำวัน แม้ระดับความเชื่อมั่นจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ยังไม่สูงพอที่จะทำให้สังคมวางใจได้เต็มที่ ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้าน ได้แก่ การออกมาตรการลดผลกระทบค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว การสื่อสารข้อมูลและแผนรับมืออย่างชัดเจนต่อเนื่อง และการแสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้ประชาชนเห็นว่าสามารถควบคุมผลกระทบจากวิกฤตไม่ให้ลุกลามสู่ระดับครัวเรือนได้จริง

เรียบเรียงโดย มุมข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...