โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คุยกับสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล เทคนิคการทำการตลาดให้คุ้มค่าในภาวะวิกฤต

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
หลายคนมักคิดว่า เมื่อวิกฤตมา งบการตลาดคือส่วนแรกที่ต้องถูกตัด แต่ควรจะเป็นแบบนั้นจริงไหม? เมื่อการตลาดไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุน” ที่ทำให้คนจำแบรนด์เราได้และไม่ห่างหายไปจากสายตาของผู้คน

Text: VaViz

ว่ากันว่า งบการตลาดมักเป็นหนึ่งในรายการแรกๆ ที่ธุรกิจหรือองค์กรจะพิจารณาปรับลดเมื่อเผชิญกับวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความไม่แน่นอนทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงหรือตัดงบโดยปราศจากกลยุทธ์อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อแบรนด์และความสามารถในการแข่งขัน นั่นเพราะการบริหารจัดการงบการตลาดในช่วงวิกฤตไม่ใช่เพียงแค่การลดค่าใช้จ่าย แต่คือการจัดสรรทรัพยากรอย่างชาญฉลาด เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ และเตรียมความพร้อมที่จะฟื้นตัวกลับมาเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ดังนั้น ในช่วงเวลาของความผันผวนเช่นนี้ SME จะจัดการกับงบการตลาดยังไงให้ธุรกิจใช้เงินได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด มาฟังทัศนะจาก สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล ผู้ร่วมก่อตั้ง BrandBaker บริษัทให้คำปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลชั้นนำ และ Treasurist บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ถึงเรื่องนี้กัน

Q: ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติหรือวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ SME ควรจัดสรรงบการตลาดยังไง ควรจะลดหรือตัดงบลงไหม?

A: เรื่องนี้เป็นอะไรที่ตอบยาก เพราะประเด็นสำคัญคือแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน เมื่อแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน ปัญหาจะกลายเป็นว่า แล้วอะไรสำคัญกับองค์กรนั้นในตอนนั้นมากกว่า

“ผมไม่ได้บอกว่า คุณตัดงบการตลาดไปเลย มันไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นการบอกว่า ถ้าคุณขายดีอยู่แล้ว งบการตลาดเลยไม่จำเป็น เพราะงบที่สำคัญกว่าคือให้เซลล์เดินทางไปวิ่งขาย แต่ถ้าเป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักแล้วไม่ทำงบการตลาดเลย ยัดงบให้เซลล์ไปก็ขายยากอยู่ดี”

“ดังนั้น จึงต้องกลับมาตอบคำถามง่ายๆ ก่อนว่า อะไรสำคัญกับองค์กรในตอนนั้น แล้วตัดงบที่คิดว่าไม่คุ้มหรือเป็นการลงทุนอนาคตมากๆ เช่น บางแบรนด์ขายดีอยู่แล้ว แต่อยากลงทุนอนาคตเผื่อ 5 ปีข้างหน้า เช่น ลงทุนกับทาร์เก็ตที่ไม่ใช่ทาร์เก็ตปัจจุบัน แต่เป็นทาร์เก็ตในอีก 5 ปี ซึ่งหวังให้กลุ่มเป้าหมายนี้ค่อยมาซื้อ แบบนี้ก็ตัดออก เพราะว่ายังไม่ใช่ตัวที่สำคัญ”

Q: ถ้าไม่ตัดงบการตลาดออก มีปัจจัยอะไรที่ธุรกิจควรจะใช้พิจารณา เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ?

A: อยากให้ตั้งเป็น ROI (Return on Investment) เวลาเราพูดถึง ROI ถ้าเราบอกได้ว่า Investment Return คืออะไร จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าจะบริหารหรือจะแบ่งเงินยังไง

“ROI มีทั้งที่คุ้มและไม่คุ้ม พอเป็นเรื่องของการตลาดมันจะมีความยากนิดหน่อย เพราะหลายคนจะมองว่าการทำการตลาดนั้นเป็น Cost หรือต้นทุน แต่หากเรามองว่านี่คือการลงทุน หรือเป็น Cost ที่ทำให้คนจำแบรนด์เราได้ และมีการวางแผนมาร์เก็ตติ้งที่ดีพอว่าจะวัดผลกันยังไง โดยที่การวัดผลนั้นต้องไม่ใช่แค่คนรู้จักเรากี่ครั้งหรือคนเห็นเรากี่ครั้ง แต่เป็นคนจำเราได้แล้วมาซื้อกี่คนและจะมาซื้อซ้ำใน 3 ปีกี่คน สิ่งเหล่านี้จะนำมาทำเป็น ROI ซึ่งจะช่วยในเรื่องการบริหารจัดการงบได้”

“เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดเรื่อง Finance มันจะกลับไปที่คำสำคัญคือ ROI ที่ว่าคุณลงทุนเท่าไรแล้วได้อะไรกลับมาในระยะเวลากี่ปี ซึ่งสามารถนำมาคำนวณได้ว่า IRR (Internal Rate of Return) อยู่ที่เท่าไร โดยเทียบได้เลยว่า IRR ของโปรเจกต์ไหนคุ้มหรือไม่คุ้ม หรือจะแบ่งเงิน 100 บาทไปลงที่ไหน จะแบ่งเป็นสัดส่วนเท่าไร เช่น 30 บาทแรกจะไปลงที่โปรเจกต์ที่มี IRR 7% หรือ 10% เพื่อทดลองดูผลลัพธ์ก่อนว่าจะเป็นยังไง”

รู้จัก IRR

IRR (Internal Rate of Return) คืออัตราผลตอบแทนภายใน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV) ของกระแสเงินสดจากการลงทุนมีค่าเท่ากับศูนย์ หรืออีกนัยหนึ่ง IRR คือ อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับจากการลงทุนนั้นๆ

- IRR เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดความคุ้มค่าของการลงทุนหรือโครงการ โดยคำนวณจากกระแสเงินสดทั้งขาเข้าและขาออกตลอดอายุของการลงทุน

- ยิ่งค่า IRR สูง แสดงว่าโครงการหรือการลงทุนนั้นยิ่งคุ้มค่า

Q: อย่างที่บอกว่าแต่ละองค์กรนั้นไม่เหมือนกัน แต่พอจะบอกได้ไหมว่า การตั้งงบการตลาดโดยเฉลี่ยหรือโดยทั่วไปแล้วควรจะเป็นสัดส่วนสักกี่เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งหมด?

A: เป็นอีกเรื่องที่ไม่มีสูตรตายตัว อย่างผมเพิ่งไปคุยกับแบรนด์เสื้อผ้าเจ้าดังเจ้าหนึ่งมา รู้ไหมว่าวันนี้งบการตลาดเขาคิดเป็น 30 – 50% จากยอดขายเลย ผมยังถามเลยว่าทำไมถึงสูงจัง เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาอยาก Sustain แบรนด์ แม้ว่าเขาจะขายดีแล้วและแบรนด์เขาแข็งแรงแล้วก็ตาม แต่ยังต้องลงมาร์เก็ตติ้งเยอะมาก เพราะว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจ

“การตั้งงบการตลาดของแต่ละที่นั้นไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าสินค้าเราคืออะไร รูปแบบเป็นยังไง บางสินค้าในงบการตลาดมันไม่ใช่การทำโฆษณา แต่กลายไปเป็นการจ่ายค่า Affiliate ให้กับ Creator ก็ได้ เพราะสินค้านั้นเข้าใจง่าย ใครๆ ก็จำได้ เห็นแล้วเข้าใจเลยและขายในราคาที่ถูกกว่าตลาดก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้งบอื่น ดังนั้น จึงสามารถไปเน้นเรื่องของราคาถูกและการทำ Affiliate ให้กระจายได้เยอะที่สุด เพื่อให้เกิดยอดขายก็ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เลยไม่มีสูตรตายตัวว่า ต้องเป็นสัดส่วน 3% 5% 10% 20% หรือ 30% เพราะขึ้นอยู่กับตัวสินค้าเลย”

Q: มีคำแนะนำสำหรับ SME ไหมว่า ควรแบ่งงบการตลาดไปทำอะไรบ้าง เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ?

A: สิ่งที่ควรคำนึงคือ อย่าเพิ่งไปลงทุนกับอนาคตเยอะ แม้ว่าเราจะต้องวางแผนระยะยาว แต่ว่าอย่าไปลงทุนยาวแบบ 3 ปี 5 ปี เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต

“ดังนั้น ถ้าจะแบ่งงบควรแบ่งส่วนใหญ่ไปกับการทำยังไงให้ลูกค้ารักเรา ชอบเรา และอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเรา ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็ต้องคิดแผนระยะสั้น แผนระยะกลาง และแผนระยะยาวอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ต้องคิดยาวเกิน 1 ปี และอย่าคิดสั้นมากจนเกินไป ยิ่งในช่วงเวลาแบบนี้ ควรใช้เวลาพิจารณาและวางแผนให้ธุรกิจของตัวเองอย่างรอบคอบ และควรมีเงินสำรองไว้ 1 ปี”

Q: แพลตฟอร์มตัวไหนที่จะทำให้ธุรกิจคุ้มค่ากับการลงทุนสำหรับ SME บ้าง?

A: ลองพิจารณาพวกแพลตฟอร์มใหม่มากๆ ที่คนอาจจะยังไม่รู้จัก เช่น Marketplace ของไทย เพราะเวลาใครก็ตามที่เพิ่งเปิด Marketplace ใหม่ เขาจะพยายามผลักดันให้สินค้าสามารถขายให้ได้เยอะที่สุด เพื่อให้คนกลับเข้ามาซื้อ ดังนั้น หาอะไรแบบนี้ให้เจอ แล้วพาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นให้ได้

“เราอาจจะต้องเสี่ยงเข้าไปใช้ช่องทางใหม่มากๆ เพราะตัวที่คุ้มที่สุดคือตัวที่คนอื่นไม่ลงและมีโอกาสพาแบรนด์แจ้งเกิด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการมีกลยุทธ์ที่ดี เพราะมีโอกาสที่จะ Fail อยู่ที่ว่าคุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน หรือถ้าจะให้ดีที่สุดคือ การลงทุนในช่องทางของตัวเอง เช่น ทำเว็บไซต์ ทำช่องของตัวเอง หรือคุยผ่านแชทบน Facebook ซึ่งก็ต้องใช้ทุนมากขึ้น ในขณะที่เมื่อไรก็ตามที่เราไปพึ่งพาชาวบ้าน ต้นทุนในการทำงานก็จะถูก แต่เขาก็จะขอส่วนแบ่งเรา ซึ่งในช่วงแรกเขาก็จะขอส่วนแบ่งเราน้อย แต่เมื่อเขาดังแล้ว เขาจะเริ่มขอส่วนแบ่งเราเยอะมากขึ้น เพราะเขาต้องทำกำไร ซึ่งเป็นธรรมชาติของแพลตฟอร์มต่างๆ ดังนั้น อยากให้ลองหาดูว่า แบบไหนที่จะช่วยให้เรามีโอกาสและเป็นสิ่งที่เราทำได้ ถ้าช่องทางนั้นตอบโจทย์ สองเรื่องนี้และมีต้นทุนที่ถูกกว่าก็จะดีต่อการทำธุรกิจมากที่สุด”

“ถ้าอยากจะดูว่าแพลตฟอร์มไหนคุ้มกับเงินเรา ต้องอาศัยการเข้าไปลองก่อน แนะนำว่าให้ดูกระแสของมนุษย์หรือผู้บริโภคว่า เขาขยับตัวไปอยู่ไหน แล้วพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ซึ่งถ้าจะให้บอกว่าควรจะแบ่งงบไปลงแพลตฟอร์ม A สักกี่เปอร์เซ็นต์นั้นยากมาก เพราะต้องดูหลายเรื่อง เช่น เรื่องค่าธรรมเนียม เรื่องของความคุ้มค่าด้านต่างๆ เพราะเวลาที่เราทำการตลาด มันไม่ได้ดูแค่ว่า สินค้าไหนควรจะไปขายของที่ไหนอย่างเดียว บางที่ลงเพื่อขาดทุนก็ยังมี แต่ขาดทุนเพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ เช่น บางทีไปลงห้าง ขายมาก็ไม่มีกำไรเลย แต่ความรู้สึกของคนนั้นนี่คือภาพลักษณ์ที่ดี เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้มีสูตรตายตัวและสุดท้ายต้องประเมินกันดีๆ ว่า มูลค่าที่แท้จริงคืออะไร”

Q: สุดท้าย ตอนนี้มีจุดไหนที่ SME ต้องระวังเรื่องการเงินไหม และควรปรับตัวยังไงในแง่ของการเงินหรือการบริหารจัดการกระแสเงินสด?

A: สิ่งที่เรายังไม่เจอกันตอนนี้คือ เรื่องของอุปโภคบริโภคที่ราคาจะขึ้นภายในเวลาอันสั้น หลังจากที่น้ำมันมีการปรับราคาขึ้น ซึ่งมันไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กระเพื่อมไปยังสินค้าที่มีความเกี่ยวข้อง เช่น พลาสติก แพ็กเกจจิ้ง ขวดน้ำ ไปจนถึงค่าขนส่ง ซึ่งพอของขึ้น จะเกิดการช็อคของการซื้อขาย เพราะว่าคนอยากประหยัดและจะรู้สึกว่าของมันแพงมาก

“เมื่อไรก็ตามที่คนไม่กล้าซื้อ เศรษฐกิจมีการหดตัว ธุรกิจต้องตัดงบและปลดคนออก ช่วงนี้แหละที่เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งต้องวางแผนให้ดีว่าจะรับมือหรือทำอะไรได้บ้างในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ดังนั้น ต้องย้อนกลับไปที่คำถามแรกๆ เลยว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น ใช้แค่จำเป็นก่อน อะไรที่จำเป็นก็ต้องทำ ไม่อยากให้กอดเงินไว้ เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันไม่มีอะไรดีกับใครเลย เพราะถ้าระบบใหญ่ทั้งหมดมีปัญหา ต่อให้เก็บเงินไว้แค่ไหนก็ไม่พอ”

“ดังนั้น นอกจากการดูเรื่องของ ROI แล้ว อาจจะต้องใช้เวลาในการรีวิวผลลัพธ์ให้เร็วหน่อยว่า อะไรที่ทำนั้นเวิร์คไหม ถ้าไม่เวิร์คก็ถอย ถอยแล้วก็ปรับตัว แต่ขอให้ทำเร็วหน่อย หรือในแง่ของงบการตลาดนั้น ไม่ค่อยอยากให้ตัดงบเท่าไร เพราะอะไรที่จำเป็นก็ควรทำ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีงบ บางครั้งบางสินค้าก็ไม่เกิดยอดขาย มันก็มีแต่เสียกับเสีย”

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...