โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (30) ไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ถอนตัว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ค. เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 02.52 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (30)

ไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ถอนตัว

“ผาอิน” บันทึกสถานการณ์สุดท้ายของฐานยิงสนับสนุนไลอ้อน ในวันที่ 19 ธันวาคม ไว้ดังนี้

“เมื่อข้าศึกยึดภูเทิงอันเป็นยอดเนินสูงสุดด้านตะวันออกได้ก็ทุ่มกำลังลงสู่ฐานยิงไลอ้อน ซึ่งอยู่เบื้องล่างทางทิศตะวันตก กำลังพลข้าศึกอีกส่วนหนึ่งซึ่งเตรียมกรุยทางให้รถถังไว้พร้อมแล้วตั้งแต่ตอนกลางคืนและเคลื่อนมาจากสนามบินลาดห่วงทางทิศตะวันออกของฐานยิงมัสแตงก็เคลื่อนพลทันที

ข้าศึกตั้ง ปรส. และ ค. จากที่สูงและปรับการยิงปืนใหญ่ลงสู่ฐานยิงไลอ้อนอย่างแม่นยำ ทำลายปืนใหญ่รวมทั้งคลังกระสุนของฝ่ายเราเสียหายหนัก ที่ตั้งศูนย์อำนวยการยิงก็ถูกระดมยิงเสียหายไม่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ พร้อมกันนั้นข้าศึกก็เริ่มโอบล้อมจากทางด้านใต้ เพื่อปิดเส้นทางถอยของฝ่ายเราทางทิศตะวันตก ส่วนทางทิศตะวันออกของฐานยิงไลอ้อน ข้าศึกจำนวนหนึ่งพร้อมด้วยอาวุธหนัก เข้ายึดสนามบิน 343 และระดมยิงฝ่ายเราทั้งด้านฐานยิงไลอ้อน และที่ตั้ง พัน. ทสพ.607 อยู่ตลอดเวลา

ผบ.ฐานยิงไลอ้อนจึงตัดสินใจถอนตัวทิ้งฐานยิงออกมารวมกับ พัน. ทสพ.605 ซึ่งอยู่ถัดไปทางตะวันตกและกำลังถูกข้าศึกเข้าเกาะติดและระดมยิงจนเสียกำลังพลไปแล้ว 48 นาย การตัดสินใจถอนตัวของฐานยิงไลอ้อนกระทำก่อนหน้าที่จะถูกข้าศึกปิดล้อมเช่นเดียวกับ พัน. ทสพ.609 เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น และต่อจากนั้นไม่นานทั้งฐานยิงไลอ้อน และ พัน. ทสพ.605 ก็ไม่สามารถทนต่อการกดดันของข้าศึกเป็นจำนวนมากกว่าหลายเท่าได้ จึงต้องถอนตัวมุ่งเข้าสู่บริเวณภูเซอ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.”

ส่วน “ภูสิน” ซึ่งอยู่ในฐานยิงไลอ้อนบันทึกเหตุการณ์ถอนตัวของฐานยิงไลอ้อน และ พัน. ทสพ.605 ซึ่งเป็นกำลังป้องกันไว้ดังนี้

“เมื่อข้าศึกบุกยึดที่มั่นบนภูเทิงได้แล้ว ‘ไลอ้อน’ ก็อยู่ยาก เพราะภูเทิงเป็นที่สูงข่มอยู่ ข้าศึกใช้ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ปรส. และเครื่องยิงลูกระเบิดยิงลงมาจากยอดภูเทิง จนปืนใหญ่ของ ‘ไลอ้อน’ ใช้การไม่ได้ บีซี 605 ซึ่งมีภารกิจระวังป้องกันให้ ‘ไลอ้อน’ พยายามผลักดันข้าศึกที่ยอดภูเทิงซึ่งได้ปะทะกัน แต่ไม่เกิดประโยชน์ ฝ่ายเราเสียชีวิตไปหลายนาย ฝ่ายข้าศึกก็ต้องสูญเสียบ้าง แต่เขามีมากกว่าเรามาก ถึงจะสูญเสียบ้างก็ไม่มีผลกระทบ ไม่เหมือนฝ่ายเรา พร้อมกันนั้นข้าศึกส่วนหนึ่งก็เข้าล้อมภูเทิงทางทิศใต้อีก เพื่อสกัดกั้นเส้นทางถอยของฝ่ายเรา และใช้ปืนใหญ่ยิง ‘ไลอ้อน’ ตลอดเวลา

ผมทราบภายหลังว่า ที่ภูเทิงนั้นได้รบประชิดถึงขั้นตะลุมบอน (คือใช้ดาบปลายปืนต่อสู้กัน) ฝ่ายเราไม่สามารถรักษาที่มั่นได้ จึงรวบรวมกำลังกันแหกวงล้อมของข้าศึกออกมาได้บ้าง และปะทะกับข้าศึกอย่างรุนแรงตามเส้นทางถอนตัวมุ่งหน้าสู่สนามบินลาดแสน แต่ไม่มีรายงานว่าพี่อินทนิลออกมาได้

ในตอนเย็น บก.ฉก.วีพี สั่งการให้หน่วยทหารปืนใหญ่ทุกหน่วยแปรสภาพเป็นทหารราบ ยึดและรักษาที่มั่นไว้ให้นานที่สุด หน่วยเหนือกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่…ถึงไม่สั่ง พวกเราก็ต้องปฏิบัติเช่นนั้นอยู่แล้ว ทุกคนมีปืนเล็กยาว เอ็ม 16 เป็นอาวุธประจำกาย และกระสุนจำนวนหนึ่ง ก็เพียงแต่แจกจ่ายกระสุนเพิ่มเติมให้มากที่สุด เฉลี่ยไปให้ทุกคนได้นำติดตัว…

ระหว่างนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็รวบรวมผู้บาดเจ็บจากการรบ เมื่อเจ้าหน้าที่เสนารักษ์ปฐมพยาบาลไปตามความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา และสถานภาพยา และเวชภัณฑ์ที่ไม่ค่อยจะมีแล้วก็ให้ไปอยู่ที่พักของตนเพื่อรอ ฮ.มารับกลับไปล่องแจ้ง แต่ ฮ.ถูกยิงไปตั้งแต่เมื่อวานและไม่กล้ามารับอีก หรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องแต่พอปลีกตัวได้ก็มาช่วยกันทำเครื่องอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเหล่านั้น ผู้ที่พอเดินได้ก็ทำไม้ค้ำยันให้ ผู้ที่เดินไม่ได้ก็ทำเปลหามไป ถึงแม้เราจะทราบดีว่า บางรายคงไม่สามารถทนต่อการเดินทางอันลำบากครั้งนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็ไม่มีใครคิดรังเกียจหรือคิดทอดทิ้งกัน พูดให้กำลังใจกันเสมอว่า อย่างไรๆ ก็ต้องหอบหิ้วกันไปให้ปลอดภัยกันให้หมด”

คณะหัวหน้าของไลอ้อนได้หารือพิจารณาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อสนองตอบคำสั่งของ บก.ฉก.วีพี ต่อไปและเตรียมรับสถานการณ์ ครั้นเมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างถึงที่สุด เวลา 22.00 น. ฐานยิงไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ก็ตกลงใจถอนตัวพร้อมกันไปทางตะวันตกเฉียงใต้มุ่งสู่สนามบินที่ถ้ำตำลึงใกล้เนินซีบร้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อรอเคลื่อนย้ายกลับล่องแจ้งต่อไป

การถอนตัวของ พัน. ป. ทสพ.636

“ภูสิน” บันทึกต่อไปว่า

“19 ธันวาคม 2514 เวลา 22.00 น. กำลังระวังป้องกัน พัน. ทสพ.605 เริ่มถอนตัว ส่วน พัน. ป.ทสพ.636 เริ่มถอนตัวประมาณ 22.30 น. …

ในช่วงแรกของการถอนตัวจากการรบเป็นช่วงวิกฤตที่สุด ต้องรักษาความลับอย่างดียิ่ง เพราะเราใช้วิธีผละจากการรบพร้อมกันทั้งหน่วย และต้องทำให้ข้าศึกเข้าใจว่า เรายังอยู่ในที่ตั้งเหมือนเดิมด้วย

ปืนใหญ่นั้นชำรุดยิงไม่ได้มาตั้งแต่เย็นแล้ว ข้าศึกคงไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ก็ต้องทำลายโดยถอดเข็มแทงชนวน ถอดเครื่องกลการยิง แล้วปล่อยน้ำมันรับแรงสะท้อนออกมาให้หมด เพื่อไม่ให้ปืนใหญ่ใช้การได้อีกต่อไป ที่เป็นการลวงคือแต่ละส่วนจุดเทียนไว้ให้เป็นปกติ ระงับการใช้วิทยุทุกชนิด จำกัดการใช้แสงเสียง ทุกคนเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นและสามารถนำไปได้ด้วยตนเอง”

การเตรียมการและการปฏิบัติขณะถอนตัวภายใต้การกดดันอย่างหนักของข้าศึกตามบันทึกของ “ภูสิน”

“อาหารหลักคือข้าวตากบรรจุในถุงกระดาษสีน้ำตาลเคลือบพลาสติก ผนึกสนิทกันน้ำได้ เวลาจะกินก็เติมน้ำลงไปทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ข้าวจะดูดน้ำเป็นข้าวสุกรับประทานได้ กับข้าวแต่ละถุงจะมี 2 อย่าง และน้ำพริก หมูหย็อง ปลาไส้ตันทอดกรอบ น้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง เกลือป่น ปลาแห้งทอด เป็นต้น ผมหยิบติดตัวมา 5-6 ถุงคิดว่าพอ เพราะผมกระเพาะเล็ก กะเดินไม่เกิน 4 วันก็ถึงที่หมาย น้ำนำไปได้เพียงคนละกระติกน้ำสนามที่มีติดตัวเพียงคนละ 1 ใบ แต่ตามเส้นทางต้องผ่านลำน้ำหลายสาย พอหมายน้ำบ่อหน้าได้ อาวุธ กระสุน ทุกคนมีปืนเล็กยาว เอ็ม 16 และกระสุน คนละประมาณ 300 นัด แต่ของผมเอาไปเพียง 60 นัด เพราะไม่ค่อยสันทัดยิงปืนเล็กๆ ระดับหัวหน้าจะมีปืนพกอีกคนละ 1 กระบอกพร้อมกระสุนคนละ 14 นัดสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนคงมีเท่านี้ แต่คนที่มีหน้าที่พิเศษก็ต้องเตรียมเครื่องมือพิเศษของตน เช่น เจ้าหน้าที่เสนารักษ์ พนักงานวิทยุ ฯลฯ

สำหรับผมมีพิเศษคือวิทยุซึ่งสามารถติดต่อกับหน่วยเหนือและอากาศยานไปด้วย หนักหน่อยแต่มีคนช่วยหิ้วอีกข้างหนึ่งค่อยยังชั่วนิด โอเวอร์โค้ตตัวเก่งที่ใช้ถ่ายแบบที่ฐานยิงซีบร้า ไม่ได้เอาไป ใช้เพียงเสื้อแจ็กเก็ตสนามก็พอสู้อากาศที่หนาวเหน็บในทุ่งไหหินได้ และมีกระเป๋าหลายใบบรรจุสัมภาระได้มากหน่อย แผนที่เข็มทิศต้องใช้ในการเดินทางและ “ของพิเศษ” ของผมคือ ลูกระเบิดขนาดเล็กประมาณลูกมะนาว จำไม่ได้ว่าเขาเรียกแบบอะไร ตั้งใจว่าหากถึงคราวคับขันจวนตัวเป็นที่สุดแล้วก็จะปลดสลักอมไว้ในปาก นึกอะไรสัก 3-4 วินาทีก็คงหมดปัญหา แต่ผมยังโชคดีที่ไม่ต้องกระทำอย่างที่คิด นับว่าพระสยามเทวาธิราชยังทรงต้องการให้ผมถวายงานอีกต่อไปและต่อมาจนเกษียณอายุราชการ หมวกเหล็กปิดทองที่เอาทองเหลือจากปิดพระศอพระรูปสมเด็จพระปิยมหาราชมาปิดเป็นหน้าหมวก คืนแรกนี้เราเดินกันจนสว่างคาตา”

สถานการณ์ฐานยิงปืนใหญ่

“ผาอิน” บันทึกภาพรวมของหน่วยต่างๆ ในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2514 หลังจากฐานยิงไลอ้อน และ บีซี 605 ตัดสินใจถอนตัวมุ่งเข้าสู่บริเวณภูเซอแล้ว โดยเริ่มจากสถานการณ์ในด้านตะวันออกของทุ่งไหหิน ดังนี้

ฐานยิงมัสแตงและ บีซี 603

“ฐานยิงมัสแตงเริ่มก่อตั้งเมื่อ 9 กรกฎาคม 2514 เปิดภารกิจยิงได้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2514 และในห้วงเวลาตั้งแต่เริ่มตั้งฐานยิงจนกระทั่งก่อนวันที่ข้าศึกเข้าตีใหญ่ ฐานยิงมัสแตงถูกข้าศึกยิงด้วยอาวุธหนักมาแล้วถึง 37 ครั้ง รวมจำนวนกระสุน 498 นัด…

19 ธันวาคม 2514 กำลังพลเริ่มอิดโรยจากการรบหนักติดต่อกัน 48 ชั่วโมงโดยไม่ได้พักผ่อน เสบียงอาหารเริ่มขาดแคลน ข้าศึกเริ่มเข้าประชิดที่ตั้งทหารราบรอบฐานยิงแล้ว ปืนใหญ่ของมัสแตงทำการยิงตามลำพังโดยพลประจำปืนตรวจการณ์และยิงเอง กระสุน ค.60 และ ค.81 หมด

16.00 น. บีซี 609 ถูกตีแตก ฐานยิงไลอ้อนเสียหายหนักไม่สามารถยิงช่วยได้ กำลังพลของฐานยิงมัสแตงบาดเจ็บหลายนาย”

เมื่อฐานยิงไลอ้อนและ บีซี 605 ถอนตัวแล้ว ขณะนั้นทางด้านตะวันออกของทุ่งไหหินจึงเหลือแต่กลุ่มบ้านโตนคือ บีซี 603 และ 607 ซึ่งกำลังถูกข้าศึกใช้รถถังประมาณ 12 คันเป็นหัวหอกนำกำลังเคลื่อนเข้าประชิดที่ตั้งภายใต้การสนับสนุนของอาวุธหนักซึ่งเข้ามาตั้งยิงในระยะใกล้และปืนใหญ่ขนาด 130 มม. ซึ่งยิงอย่างต่อเนื่องไม่ยอมให้ฝ่ายเราโงหัวขึ้น ก่อนค่ำ บีซี 603 ร้อย 2 ได้ขออนุมัติถอนตัวเข้ามารวมกำลังกับฐานยิงมัสแตง

“19.00 น. ผบ.ฐานยิงมัสแตง เริ่มวางแผนถอนตัวไว้ก่อน และเรียกหัวหน้ามาสั่งการ โดยให้รอสัญญาณการถอนตัวเมื่อเหตุการณ์คับขัน แต่ยังหวังว่าเครื่องบิน B-52 จะมาช่วยทำลายข้าศึก ฐานยิงมัสแตงยังคงยิงป้องกันตนเองและสนับสนุนด้านภูเก็งอยู่ ข้าศึกยิงถูก ป.105 ปีกขวาเสียหาย คลังกระสุนระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ค.4.2 ยังคงยิงต่อสู้ทำลายอาวุธหนักข้าศึกได้หลายจุด

19.30 น. บีซี 603 กองร้อยที่ 2 ซึ่งอยู่หน้าสุดถอนตัวมายังฐานยิงมัสแตง เนื่องจากไม่สามารถทนต่อความกดดันของข้าศึกโดยได้เข้าประจำเสริมที่มั่นให้ฐานยิงมัสแตงซึ่งแปรสภาพเป็นทหารราบแล้ว รถถังข้าศึกประมาณ 1 กองร้อยเริ่มเคลื่อนที่เข้ามา ฐานยิงมัสแตงพยายามขอเครื่องบินช่วยโจมตี แต่ไร้ผล จึงขอ ป.จากฐานยิงสติงเรย์ยิงช่วย แต่ก็ไม่สามารถสนับสนุนได้ต่อเนื่อง เพราะถูกข้าศึกยิงกดไว้เช่นเดียวกัน ฐานยิงมัสแตงพยายามช่วยตัวเองเต็มที่โดยใช้ ป.155 มม. ซึ่งเหลือเพียงกระบอกเดียวยิงเล็งตรงทำลายรถถังข้าศึกได้ 1 คัน”

เนื่องจากแนวรั้วลวดหนามถูกทำลายและรถถังจำนวนหนึ่งกำลังวิ่งขึ้นมาตามลาดเขา ขบวนรถถังอีกจำนวนหนึ่งวิ่งเปิดไฟนำทหารราบเข้ามาทางด้านสนามบิน 343 และสามารถขึ้นสู่ที่ตั้งฝ่ายเราทางตะวันออกของฐานยิงมัสแตงได้แล้วเริ่มทำการยิงอย่างหนักหน่วง ปืนใหญ่ทุกกระบอกในฐานยิงมัสแตงขณะนั้นเสียหายใช้การไม่ได้ ข้าศึกหนุนเนื่องตามรถถังเข้ามา ข้าศึกเริ่มบุกเข้าสู่ที่ตั้งทหารราบรอบๆ ฐานยิงมัสแตง ปืนใหญ่ข้าศึกหยุด “ยิงเตรียม” เป็นสัญญาณว่าข้าศึกจะเข้าตีขั้นแตกหัก รถถังข้าศึกเริ่มพุ่งเข้าหาฐานยิงมัสแตงเปิดไฟหน้ารถสว่าง

‘บุญโปรด’ รายงานสถานการณ์ให้ ‘กิตติ’ รักษาราชการ ผบ.พัน. ป.ทสพ.635 ซึ่งอยู่ที่ฐานยิงคิงคองเพื่อขออนุมัติถอนตัวและได้รับอนุมัติขณะที่ข้าศึกขึ้นถึงฐานยิงมัสแตงพอดี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (30) ไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ถอนตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...