เชลยศึกสงครามลาว (30) ไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ถอนตัว
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (30)
ไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ถอนตัว
“ผาอิน” บันทึกสถานการณ์สุดท้ายของฐานยิงสนับสนุนไลอ้อน ในวันที่ 19 ธันวาคม ไว้ดังนี้
“เมื่อข้าศึกยึดภูเทิงอันเป็นยอดเนินสูงสุดด้านตะวันออกได้ก็ทุ่มกำลังลงสู่ฐานยิงไลอ้อน ซึ่งอยู่เบื้องล่างทางทิศตะวันตก กำลังพลข้าศึกอีกส่วนหนึ่งซึ่งเตรียมกรุยทางให้รถถังไว้พร้อมแล้วตั้งแต่ตอนกลางคืนและเคลื่อนมาจากสนามบินลาดห่วงทางทิศตะวันออกของฐานยิงมัสแตงก็เคลื่อนพลทันที
ข้าศึกตั้ง ปรส. และ ค. จากที่สูงและปรับการยิงปืนใหญ่ลงสู่ฐานยิงไลอ้อนอย่างแม่นยำ ทำลายปืนใหญ่รวมทั้งคลังกระสุนของฝ่ายเราเสียหายหนัก ที่ตั้งศูนย์อำนวยการยิงก็ถูกระดมยิงเสียหายไม่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ พร้อมกันนั้นข้าศึกก็เริ่มโอบล้อมจากทางด้านใต้ เพื่อปิดเส้นทางถอยของฝ่ายเราทางทิศตะวันตก ส่วนทางทิศตะวันออกของฐานยิงไลอ้อน ข้าศึกจำนวนหนึ่งพร้อมด้วยอาวุธหนัก เข้ายึดสนามบิน 343 และระดมยิงฝ่ายเราทั้งด้านฐานยิงไลอ้อน และที่ตั้ง พัน. ทสพ.607 อยู่ตลอดเวลา
ผบ.ฐานยิงไลอ้อนจึงตัดสินใจถอนตัวทิ้งฐานยิงออกมารวมกับ พัน. ทสพ.605 ซึ่งอยู่ถัดไปทางตะวันตกและกำลังถูกข้าศึกเข้าเกาะติดและระดมยิงจนเสียกำลังพลไปแล้ว 48 นาย การตัดสินใจถอนตัวของฐานยิงไลอ้อนกระทำก่อนหน้าที่จะถูกข้าศึกปิดล้อมเช่นเดียวกับ พัน. ทสพ.609 เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น และต่อจากนั้นไม่นานทั้งฐานยิงไลอ้อน และ พัน. ทสพ.605 ก็ไม่สามารถทนต่อการกดดันของข้าศึกเป็นจำนวนมากกว่าหลายเท่าได้ จึงต้องถอนตัวมุ่งเข้าสู่บริเวณภูเซอ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.”
ส่วน “ภูสิน” ซึ่งอยู่ในฐานยิงไลอ้อนบันทึกเหตุการณ์ถอนตัวของฐานยิงไลอ้อน และ พัน. ทสพ.605 ซึ่งเป็นกำลังป้องกันไว้ดังนี้
“เมื่อข้าศึกบุกยึดที่มั่นบนภูเทิงได้แล้ว ‘ไลอ้อน’ ก็อยู่ยาก เพราะภูเทิงเป็นที่สูงข่มอยู่ ข้าศึกใช้ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ปรส. และเครื่องยิงลูกระเบิดยิงลงมาจากยอดภูเทิง จนปืนใหญ่ของ ‘ไลอ้อน’ ใช้การไม่ได้ บีซี 605 ซึ่งมีภารกิจระวังป้องกันให้ ‘ไลอ้อน’ พยายามผลักดันข้าศึกที่ยอดภูเทิงซึ่งได้ปะทะกัน แต่ไม่เกิดประโยชน์ ฝ่ายเราเสียชีวิตไปหลายนาย ฝ่ายข้าศึกก็ต้องสูญเสียบ้าง แต่เขามีมากกว่าเรามาก ถึงจะสูญเสียบ้างก็ไม่มีผลกระทบ ไม่เหมือนฝ่ายเรา พร้อมกันนั้นข้าศึกส่วนหนึ่งก็เข้าล้อมภูเทิงทางทิศใต้อีก เพื่อสกัดกั้นเส้นทางถอยของฝ่ายเรา และใช้ปืนใหญ่ยิง ‘ไลอ้อน’ ตลอดเวลา
ผมทราบภายหลังว่า ที่ภูเทิงนั้นได้รบประชิดถึงขั้นตะลุมบอน (คือใช้ดาบปลายปืนต่อสู้กัน) ฝ่ายเราไม่สามารถรักษาที่มั่นได้ จึงรวบรวมกำลังกันแหกวงล้อมของข้าศึกออกมาได้บ้าง และปะทะกับข้าศึกอย่างรุนแรงตามเส้นทางถอนตัวมุ่งหน้าสู่สนามบินลาดแสน แต่ไม่มีรายงานว่าพี่อินทนิลออกมาได้
ในตอนเย็น บก.ฉก.วีพี สั่งการให้หน่วยทหารปืนใหญ่ทุกหน่วยแปรสภาพเป็นทหารราบ ยึดและรักษาที่มั่นไว้ให้นานที่สุด หน่วยเหนือกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่…ถึงไม่สั่ง พวกเราก็ต้องปฏิบัติเช่นนั้นอยู่แล้ว ทุกคนมีปืนเล็กยาว เอ็ม 16 เป็นอาวุธประจำกาย และกระสุนจำนวนหนึ่ง ก็เพียงแต่แจกจ่ายกระสุนเพิ่มเติมให้มากที่สุด เฉลี่ยไปให้ทุกคนได้นำติดตัว…
ระหว่างนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็รวบรวมผู้บาดเจ็บจากการรบ เมื่อเจ้าหน้าที่เสนารักษ์ปฐมพยาบาลไปตามความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา และสถานภาพยา และเวชภัณฑ์ที่ไม่ค่อยจะมีแล้วก็ให้ไปอยู่ที่พักของตนเพื่อรอ ฮ.มารับกลับไปล่องแจ้ง แต่ ฮ.ถูกยิงไปตั้งแต่เมื่อวานและไม่กล้ามารับอีก หรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องแต่พอปลีกตัวได้ก็มาช่วยกันทำเครื่องอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเหล่านั้น ผู้ที่พอเดินได้ก็ทำไม้ค้ำยันให้ ผู้ที่เดินไม่ได้ก็ทำเปลหามไป ถึงแม้เราจะทราบดีว่า บางรายคงไม่สามารถทนต่อการเดินทางอันลำบากครั้งนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็ไม่มีใครคิดรังเกียจหรือคิดทอดทิ้งกัน พูดให้กำลังใจกันเสมอว่า อย่างไรๆ ก็ต้องหอบหิ้วกันไปให้ปลอดภัยกันให้หมด”
คณะหัวหน้าของไลอ้อนได้หารือพิจารณาหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อสนองตอบคำสั่งของ บก.ฉก.วีพี ต่อไปและเตรียมรับสถานการณ์ ครั้นเมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างถึงที่สุด เวลา 22.00 น. ฐานยิงไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ก็ตกลงใจถอนตัวพร้อมกันไปทางตะวันตกเฉียงใต้มุ่งสู่สนามบินที่ถ้ำตำลึงใกล้เนินซีบร้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อรอเคลื่อนย้ายกลับล่องแจ้งต่อไป
การถอนตัวของ พัน. ป. ทสพ.636
“ภูสิน” บันทึกต่อไปว่า
“19 ธันวาคม 2514 เวลา 22.00 น. กำลังระวังป้องกัน พัน. ทสพ.605 เริ่มถอนตัว ส่วน พัน. ป.ทสพ.636 เริ่มถอนตัวประมาณ 22.30 น. …
ในช่วงแรกของการถอนตัวจากการรบเป็นช่วงวิกฤตที่สุด ต้องรักษาความลับอย่างดียิ่ง เพราะเราใช้วิธีผละจากการรบพร้อมกันทั้งหน่วย และต้องทำให้ข้าศึกเข้าใจว่า เรายังอยู่ในที่ตั้งเหมือนเดิมด้วย
ปืนใหญ่นั้นชำรุดยิงไม่ได้มาตั้งแต่เย็นแล้ว ข้าศึกคงไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ก็ต้องทำลายโดยถอดเข็มแทงชนวน ถอดเครื่องกลการยิง แล้วปล่อยน้ำมันรับแรงสะท้อนออกมาให้หมด เพื่อไม่ให้ปืนใหญ่ใช้การได้อีกต่อไป ที่เป็นการลวงคือแต่ละส่วนจุดเทียนไว้ให้เป็นปกติ ระงับการใช้วิทยุทุกชนิด จำกัดการใช้แสงเสียง ทุกคนเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นและสามารถนำไปได้ด้วยตนเอง”
การเตรียมการและการปฏิบัติขณะถอนตัวภายใต้การกดดันอย่างหนักของข้าศึกตามบันทึกของ “ภูสิน”
“อาหารหลักคือข้าวตากบรรจุในถุงกระดาษสีน้ำตาลเคลือบพลาสติก ผนึกสนิทกันน้ำได้ เวลาจะกินก็เติมน้ำลงไปทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ข้าวจะดูดน้ำเป็นข้าวสุกรับประทานได้ กับข้าวแต่ละถุงจะมี 2 อย่าง และน้ำพริก หมูหย็อง ปลาไส้ตันทอดกรอบ น้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง เกลือป่น ปลาแห้งทอด เป็นต้น ผมหยิบติดตัวมา 5-6 ถุงคิดว่าพอ เพราะผมกระเพาะเล็ก กะเดินไม่เกิน 4 วันก็ถึงที่หมาย น้ำนำไปได้เพียงคนละกระติกน้ำสนามที่มีติดตัวเพียงคนละ 1 ใบ แต่ตามเส้นทางต้องผ่านลำน้ำหลายสาย พอหมายน้ำบ่อหน้าได้ อาวุธ กระสุน ทุกคนมีปืนเล็กยาว เอ็ม 16 และกระสุน คนละประมาณ 300 นัด แต่ของผมเอาไปเพียง 60 นัด เพราะไม่ค่อยสันทัดยิงปืนเล็กๆ ระดับหัวหน้าจะมีปืนพกอีกคนละ 1 กระบอกพร้อมกระสุนคนละ 14 นัดสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนคงมีเท่านี้ แต่คนที่มีหน้าที่พิเศษก็ต้องเตรียมเครื่องมือพิเศษของตน เช่น เจ้าหน้าที่เสนารักษ์ พนักงานวิทยุ ฯลฯ
สำหรับผมมีพิเศษคือวิทยุซึ่งสามารถติดต่อกับหน่วยเหนือและอากาศยานไปด้วย หนักหน่อยแต่มีคนช่วยหิ้วอีกข้างหนึ่งค่อยยังชั่วนิด โอเวอร์โค้ตตัวเก่งที่ใช้ถ่ายแบบที่ฐานยิงซีบร้า ไม่ได้เอาไป ใช้เพียงเสื้อแจ็กเก็ตสนามก็พอสู้อากาศที่หนาวเหน็บในทุ่งไหหินได้ และมีกระเป๋าหลายใบบรรจุสัมภาระได้มากหน่อย แผนที่เข็มทิศต้องใช้ในการเดินทางและ “ของพิเศษ” ของผมคือ ลูกระเบิดขนาดเล็กประมาณลูกมะนาว จำไม่ได้ว่าเขาเรียกแบบอะไร ตั้งใจว่าหากถึงคราวคับขันจวนตัวเป็นที่สุดแล้วก็จะปลดสลักอมไว้ในปาก นึกอะไรสัก 3-4 วินาทีก็คงหมดปัญหา แต่ผมยังโชคดีที่ไม่ต้องกระทำอย่างที่คิด นับว่าพระสยามเทวาธิราชยังทรงต้องการให้ผมถวายงานอีกต่อไปและต่อมาจนเกษียณอายุราชการ หมวกเหล็กปิดทองที่เอาทองเหลือจากปิดพระศอพระรูปสมเด็จพระปิยมหาราชมาปิดเป็นหน้าหมวก คืนแรกนี้เราเดินกันจนสว่างคาตา”
สถานการณ์ฐานยิงปืนใหญ่
“ผาอิน” บันทึกภาพรวมของหน่วยต่างๆ ในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2514 หลังจากฐานยิงไลอ้อน และ บีซี 605 ตัดสินใจถอนตัวมุ่งเข้าสู่บริเวณภูเซอแล้ว โดยเริ่มจากสถานการณ์ในด้านตะวันออกของทุ่งไหหิน ดังนี้
ฐานยิงมัสแตงและ บีซี 603
“ฐานยิงมัสแตงเริ่มก่อตั้งเมื่อ 9 กรกฎาคม 2514 เปิดภารกิจยิงได้เมื่อ 12 กรกฎาคม 2514 และในห้วงเวลาตั้งแต่เริ่มตั้งฐานยิงจนกระทั่งก่อนวันที่ข้าศึกเข้าตีใหญ่ ฐานยิงมัสแตงถูกข้าศึกยิงด้วยอาวุธหนักมาแล้วถึง 37 ครั้ง รวมจำนวนกระสุน 498 นัด…
19 ธันวาคม 2514 กำลังพลเริ่มอิดโรยจากการรบหนักติดต่อกัน 48 ชั่วโมงโดยไม่ได้พักผ่อน เสบียงอาหารเริ่มขาดแคลน ข้าศึกเริ่มเข้าประชิดที่ตั้งทหารราบรอบฐานยิงแล้ว ปืนใหญ่ของมัสแตงทำการยิงตามลำพังโดยพลประจำปืนตรวจการณ์และยิงเอง กระสุน ค.60 และ ค.81 หมด
16.00 น. บีซี 609 ถูกตีแตก ฐานยิงไลอ้อนเสียหายหนักไม่สามารถยิงช่วยได้ กำลังพลของฐานยิงมัสแตงบาดเจ็บหลายนาย”
เมื่อฐานยิงไลอ้อนและ บีซี 605 ถอนตัวแล้ว ขณะนั้นทางด้านตะวันออกของทุ่งไหหินจึงเหลือแต่กลุ่มบ้านโตนคือ บีซี 603 และ 607 ซึ่งกำลังถูกข้าศึกใช้รถถังประมาณ 12 คันเป็นหัวหอกนำกำลังเคลื่อนเข้าประชิดที่ตั้งภายใต้การสนับสนุนของอาวุธหนักซึ่งเข้ามาตั้งยิงในระยะใกล้และปืนใหญ่ขนาด 130 มม. ซึ่งยิงอย่างต่อเนื่องไม่ยอมให้ฝ่ายเราโงหัวขึ้น ก่อนค่ำ บีซี 603 ร้อย 2 ได้ขออนุมัติถอนตัวเข้ามารวมกำลังกับฐานยิงมัสแตง
“19.00 น. ผบ.ฐานยิงมัสแตง เริ่มวางแผนถอนตัวไว้ก่อน และเรียกหัวหน้ามาสั่งการ โดยให้รอสัญญาณการถอนตัวเมื่อเหตุการณ์คับขัน แต่ยังหวังว่าเครื่องบิน B-52 จะมาช่วยทำลายข้าศึก ฐานยิงมัสแตงยังคงยิงป้องกันตนเองและสนับสนุนด้านภูเก็งอยู่ ข้าศึกยิงถูก ป.105 ปีกขวาเสียหาย คลังกระสุนระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ค.4.2 ยังคงยิงต่อสู้ทำลายอาวุธหนักข้าศึกได้หลายจุด
19.30 น. บีซี 603 กองร้อยที่ 2 ซึ่งอยู่หน้าสุดถอนตัวมายังฐานยิงมัสแตง เนื่องจากไม่สามารถทนต่อความกดดันของข้าศึกโดยได้เข้าประจำเสริมที่มั่นให้ฐานยิงมัสแตงซึ่งแปรสภาพเป็นทหารราบแล้ว รถถังข้าศึกประมาณ 1 กองร้อยเริ่มเคลื่อนที่เข้ามา ฐานยิงมัสแตงพยายามขอเครื่องบินช่วยโจมตี แต่ไร้ผล จึงขอ ป.จากฐานยิงสติงเรย์ยิงช่วย แต่ก็ไม่สามารถสนับสนุนได้ต่อเนื่อง เพราะถูกข้าศึกยิงกดไว้เช่นเดียวกัน ฐานยิงมัสแตงพยายามช่วยตัวเองเต็มที่โดยใช้ ป.155 มม. ซึ่งเหลือเพียงกระบอกเดียวยิงเล็งตรงทำลายรถถังข้าศึกได้ 1 คัน”
เนื่องจากแนวรั้วลวดหนามถูกทำลายและรถถังจำนวนหนึ่งกำลังวิ่งขึ้นมาตามลาดเขา ขบวนรถถังอีกจำนวนหนึ่งวิ่งเปิดไฟนำทหารราบเข้ามาทางด้านสนามบิน 343 และสามารถขึ้นสู่ที่ตั้งฝ่ายเราทางตะวันออกของฐานยิงมัสแตงได้แล้วเริ่มทำการยิงอย่างหนักหน่วง ปืนใหญ่ทุกกระบอกในฐานยิงมัสแตงขณะนั้นเสียหายใช้การไม่ได้ ข้าศึกหนุนเนื่องตามรถถังเข้ามา ข้าศึกเริ่มบุกเข้าสู่ที่ตั้งทหารราบรอบๆ ฐานยิงมัสแตง ปืนใหญ่ข้าศึกหยุด “ยิงเตรียม” เป็นสัญญาณว่าข้าศึกจะเข้าตีขั้นแตกหัก รถถังข้าศึกเริ่มพุ่งเข้าหาฐานยิงมัสแตงเปิดไฟหน้ารถสว่าง
‘บุญโปรด’ รายงานสถานการณ์ให้ ‘กิตติ’ รักษาราชการ ผบ.พัน. ป.ทสพ.635 ซึ่งอยู่ที่ฐานยิงคิงคองเพื่อขออนุมัติถอนตัวและได้รับอนุมัติขณะที่ข้าศึกขึ้นถึงฐานยิงมัสแตงพอดี
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (30) ไลอ้อนและ พัน. ทสพ.605 ถอนตัว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly