โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บาทเปิดเช้านี้ 32.04 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.04 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.14 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันศุกร์ 10 เมษายน)

16 เม.ย. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.04 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.14 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันศุกร์ 10 เมษายน)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.92-32.42 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสข่าวของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะในช่วงวันจันทร์ที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันหยุดของตลาดการเงินไทย เงินบาทได้อ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน ที่กรุง Islamabad ประเทศปากีสถาน ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ประสบความล้มเหลว ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางมากขึ้น กดดันบรรยากาศในตลาดการเงิน

อย่างไรก็ดี ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างยังพอมีความหวังอยู่บ้าง ว่าการเจรจาหยุดยิงจะสามารถดำเนินต่อไปได้ ตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ระบุว่า การเจรจารอบ 2 อาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แม้ว่าโดยรวมสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) ในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz

อีกทั้งทางการสหรัฐฯ ยังได้เตรียมกลับมาคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านอีกครั้ง หลังจะครบกำหนดยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร 30 วัน ต่อน้ำมันอิหร่าน ในวันที่ 19 เมษายน นี้ ซึ่งทางการอิหร่านได้ออกมาระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาหยุดยิงได้ และทางการอิหร่านอาจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb ในพื้นที่ทะเลแดง (ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม Houthi ที่เป็นพันมิตรกับอิหร่าน)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยในช่วงนี้ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก

โดยหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ข้างหน้าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการจ่ายปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะสามารถช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อ เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างรวดเร็ว คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านแรกแถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติ เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปเหนือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง แม้ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากความหวังรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่ล่าสุดได้ทยอยออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่

อีกทั้ง บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวขึ้นสดใส อาทิ Microsoft +4.6% ส่วน Tesla +7.6% ตอบรับการปรับมุมมองดีขึ้นจากนักวิเคราะห์และความหวังของผู้เล่นในตลาดต่อธุรกิจที่เกี่ยวกับ Robotics และ AI ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.80% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.59%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.43% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้ม สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.27% หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และประเมินว่า FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ราว 41%

โดยเรามองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ รวมถึงท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ และเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้

อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2

กอปรกับ บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ โดยรวมยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 98.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.0-98.3 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ราคาทองคำพลิกกลับมาทยอยรีบาวด์สูงขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความหวังแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 ที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED

ทางฝั่งเอเชีย ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจจีน ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ ECB ได้พอสมควร

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis เทียบกับสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่)

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...