โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการ ชี้สถานการณ์สุดอันตราย สารหนูแม่น้ำโขง แนะเลี่ยง บริโภคปลา-สัตว์หน้าดินทุกชนิด

Khaosod

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 01.47 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 01.46 น.
นักวิชาการ ชี้สถานการณ์สุดอันตราย สารหนูแม่น้ำโขงสูง แนะเลี่ยง บริโภคปลา-สัตว์หน้าดินทุกชนิด

นักวิชาการ ชี้สถานการณ์สุดอันตราย สารหนูแม่น้ำโขง สูง 296 มก./กก.เทียบเท่าพื้นที่หน้าเหมืองแร่-แนะเลี่ยงบริโภคปลา-สัตว์หน้าดินทุกชนิด

วันที่ 16 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา มีวงเสวนาออนไลน์หัวข้อ “วิกฤติสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขง” เนื่องจากเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) รายงานผลการตรวจวัดตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง

พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐานในทุกลำน้ำและหลากหลายชนิดขึ้น โดยเฉพาะในแม่น้ำโขงพบสารหนูสูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า (ค่ามาตรฐานคุณภาพตะกอนดินระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง อยู่ที่ 33 มก./กก.)

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องพบว่า จุดที่มีค่าการปนเปื้อนสูงที่สุดของแม่น้ำโขงอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ โดยมีการตรวจวัดมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง และค่าล่าสุดสูงถึง 296 มก./กก. ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากก่อนหน้านี้ครั้งที่ 9 ได้ตรวจพบ 110 มก./กก.

แม้มนุษย์อาจไม่ได้สัมผัสตะกอนดินโดยตรงเหมือนสัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่กับตะกอนตลอดเวลา แต่สารหนูมีคุณสมบัติในการสะสมในระบบนิเวศ และสามารถถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารมาสู่มนุษย์ได้

“ทีมนักวิชาการเคยตรวจพบโลหะหนักในสาหร่ายน้ำจืด หรือ ไก ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของชุมชนในลุ่มน้ำโขง ในปริมาณสูงถึงประมาณ 24 มก./กก. สะท้อนว่าสารปนเปื้อนเริ่มแพร่กระจายสู่สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำแล้ว

ในส่วนของสัตว์น้ำ มีการตรวจพบการสะสมของโลหะหนักในปลา โดยเฉพาะในเครื่องในและบริเวณพุงปลา จึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงหรืองด การบริโภคสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวในช่วงนี้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งมีชีวิตจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา ผศ.ดร.ว่าน เสนอให้ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างภาควิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพื้นที่ข้ามพรมแดน เช่น ฝั่งคะฉิ่นและรัฐฉาน เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกันถึงความรุนแรงของปัญหา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน นอกจากนี้

“ผมมีข้อสังเกตว่าภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา อธิบายสถานการณ์ให้เข้าใจง่าย และออกมาตรการเตือนภัยอย่างเร่งด่วน ไม่ควรรอให้สถานการณ์ลุกลามจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง ค่าการปนเปื้อนที่ตรวจพบในพื้นที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบางพื้นที่ที่ทำเหมืองในต่างประเทศด้วยซ้ำ ที่อยู่ในช่วงประมาณ 180-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ยิ่งตอกย้ำถึงความน่ากังวลของสถานการณ์”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว

ขณะที่นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า หากยังไม่มีมาตรการจัดการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนถึงขั้น “หายนะ” ต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในด้านระบบนิเวศของแม่น้ำและความเป็นอยู่ของประชาชน

ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือการจัดการที่ไม่คืบหน้าและการยึดติดกับการอ้างอิงมาตรฐานว่าต่ำหรือสูงกว่า ทั้งที่ผลการตรวจน้ำและตะกอนดินสะท้อนชัดเจนว่ามีการปนเปื้อนแล้ว โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการสะสมและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของสารปนเปื้อนในระบบนิเวศ

“ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และหน่วยงานท้องถิ่นในอำเภอเชียงของ รวมถึงโรงพยาบาลในพื้นที่ ได้ร่วมกันเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอย่างทั่วถึง

ผลการตรวจพบสารหนูในตะกอนดินบริเวณแปลงผักแห่งหนึ่งสูงถึง 29.87 มก./กก. และยังพบการปนเปื้อนในพืชผักหลายชนิด เช่น ถั่วงอกและพืชผักสวนครัว รวมถึงพบสารหนูในข้าวเปลือกและกุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีค่าเกินมาตรฐาน สะท้อนว่าความเสี่ยงได้ขยายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว”ครูตี๋ กล่าว

ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวถึงอุปสรรคในการทำงานว่า ผู้ปฏิบัติงานบางส่วนไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากเกรงผลกระทบและแรงกดดัน ส่งผลให้ปัญหาถูกลดทอนความสำคัญ ทั้งที่ควรได้รับการยอมรับและเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐควรประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ จัดทำแผนเฝ้าระวังด้านสุขภาพและความปลอดภัยทางอาหารในทุกชุมชน และผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับอนุภูมิภาค เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

ด้าน น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) กล่าวว่า ผลการตรวจตะกอนดินครั้งที่ 10 ของสคพ. 1 พบการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ในหลายพื้นที่ของแม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยจุดที่ถูกจัดอยู่ในระดับสีแดง ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่มีค่าสารหนูเกิน 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับอันตรายรุนแรงต่อสัตว์หน้าดิน

สำหรับแม่น้ำโขง บริเวณจุดผ่านแดนสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน ที่ตรวจพบค่าสูงสุด สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว

”ข้อมูลจาก Stimson Center สถาบันวิจัยนโยบายของสหรัฐอเมริกาซึ่งติดตามสถานการณ์ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าจำนวนแหล่งกิจกรรมหรือเหมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,400 แห่งเป็น 2,500 แห่งภายในเวลาเพียงข้ามเดือน

มีแหล่งทำแร่ใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในลุ่มน้ำโขงเพียงแห่งเดียวมีมากกว่า 800 แห่งที่เป็นเหมืองแร่นอกระบบการควบคุม ทำให้มีแนวโน้มที่สถานการณ์การปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต”น.ส.เพียรพร กล่าว

นส.เพียรพร กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรลดมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยอ้างว่าประเทศเพื่อนบ้านใช้เกณฑ์ที่ต่ำกว่า แต่ควรมีบทบาทนำในการเจรจาและกำหนดมาตรฐานร่วมในระดับอนุภูมิภาค เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง อยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา และดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการ ชี้สถานการณ์สุดอันตราย สารหนูแม่น้ำโขง แนะเลี่ยง บริโภคปลา-สัตว์หน้าดินทุกชนิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...