โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘เอกนิติ’ โชว์กึ๋นกลางสภา ประกาศพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงในการประชุมรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ว่า ยอมรับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและซับซ้อน จนส่งผลให้โลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมเงินเฟ้อสูง

รัฐบาลจึงจะเร่งผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เปลี่ยนไทยจากผู้รับผลกระทบเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในมิติใหม่ ผ่านการเตรียมพร้อม 3 มิติ

พลังงานสะอาดคือทางรอด ไม่ใช่น้ำมันราคาถูก

นายเอกนิติ กล่าวว่า การเตรียมพร้อมด้านแรก คือ วิกฤตพลังงาน ยอมรับว่า "ยุคน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป" อย่างน้อยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) ดังนี้

  • ส่งเสริมพลังงานชีวมวล เร่งการผลิต E20 จากอ้อย และ B10, B20 จากมันสำปะหลัง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรไทย
  • นโยบายเปิดโอกาสให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดค่าไฟและสามารถ "ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐ" เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งรายได้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • หนุนภาคธุรกิจด้วย Direct PPA เปิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงเพื่อลดต้นทุนพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรม เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

AI และเทคโนโลยี เครื่องมือสร้างรายได้ของ "คนตัวเล็ก"

ต่อมา คือ เทคโนโลยี และ AI โดยท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน รัฐบาลย้ำยุทธศาสตร์ "AI for All" โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วย SMEs และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เช่น

  • การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อเพื่อวางแผนสต็อกสินค้าอย่างแม่นยำ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
  • การสนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลช่วยการตลาดและการขายออนไลน์อย่างเท่าเทียม
  • หลักสูตรเรียน AI ฟรี เพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

ชูจุดแข็ง "ความมั่นคงอาหารและยา" เป็นฐานการผลิตโลก

สุดท้าย คือ ความมั่นคงทางอาหารและยารักษาโรค ซึ่งมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนมิติความมั่งคั่งของโลกไปสู่ "ความมั่นคง" ในด้านอาหารและยา ประเทศไทยจึงต้องคว้าโอกาสในการเป็น ฐานการผลิตอาหารและยาสมุนไพรระดับโลก โดยต่อยอดจากความสำเร็จของสมุนไพรไทยอย่าง "ฟ้าทะลายโจร" ในช่วงโควิด เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศในระยะยาว

ผนึกเอกชน-ดึงเม็ดเงินลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท

จากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปีที่ผ่านมาที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ยืนยันว่าจะเร่ง ปลดล็อกกฎระเบียบและใบอนุญาต ที่ล่าช้า เพื่อเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันโครงการ "Skill Bridge" เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติสู่แรงงานไทย ช่วยยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น โดยข้อมูลไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13% และเอกชนขยายตัว 8% สะท้อนถึงสัญญาณบวกของการฟื้นตัว

"เราต้องไม่เพียงแค่ช่วยให้คนพ้นวิกฤต แต่ต้องปฏิรูปประเทศให้คนไทยเก่งขึ้น มีรายได้สูงขึ้น และกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งหลังวิกฤตผ่านพ้นไป"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...