โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่องมาตรการ WFH - WFA ทั่วโลก ในวันที่น้ำมันแพง-ต้องเซฟพลังงานขั้นสุด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เกิดสงครามตะวันออกกลาง หน้าประวัติศาสตร์พลังงานโลกได้ถูกจารึกใหม่ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านปะทุขึ้นสู่การเผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ

การโจมตีคลังน้ำมันกว่า 30 แห่งในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่าร้อยละ 20 ของโลกหายไปในชั่วข้ามคืน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งแรงกระแทกถึงราคาเบนซินและดีเซลในไทยให้ทะลุใกล้แตะ 50 บาทต่อลิตร

ในเมื่อบริบทของโลกเป็นแบบนี้ Work from Home (WFH) และ Work from Anywhere (WFA) จึงมิใช่เพียงนโยบายสวัสดิการอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็น “เครื่องมือทางความมั่นคงระดับชาติ” เพื่อยับยั้งแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ

ยุทธศาสตร์ "Sheltering from Oil Shocks": แผนปฏิบัติการ IEA

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ประกาศแผนฉุกเฉิน 10 ประการเพื่อลดการใช้น้ำมันลง 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยหัวใจสำคัญคือการกำหนดให้ การทำงานจากที่บ้านอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นมาตรการบังคับ

ซึ่งผลการวิเคราะห์ระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำมันในภาคการเดินทางส่วนบุคคลได้ถึงร้อยละ 20 และลดการบริโภคน้ำมันระดับชาติได้ร้อยละ 2-6 นอกจากนี้ยังเสนอให้ลดการเดินทางทางอากาศเพื่อธุรกิจลงร้อยละ 40 โดยใช้การประชุมออนไลน์ทดแทน

ประเทศไทยกับโมเดล "Thailand 10 Plus"

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” อย่างรวดเร็วภายใน 72 ชั่วโมงหลังประเมินว่าน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์เหลือเพียง 95 วัน โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • บังคับหน่วยงานรัฐ : ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้ให้บริการประชาชนโดยตรงต้อง WFH เต็มรูปแบบ 100% หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • วัฒนธรรมประหยัดพลังงาน: กำหนดอุณหภูมิแอร์สำนักงานที่ 26-27 องศาเซลเซียส รณรงค์ให้ข้าราชการสวมเสื้อแขนสั้น งดสูทผูกเนคไทเพื่อลดภาระเครื่องปรับอากาศ
  • WFA ภาคเอกชน: ขอความร่วมมือบริษัทเอกชนนำแนวคิด Work from Anywhere มาใช้เพื่อลดภาระค่าเดินทางของพนักงานในยุคดีเซลแพง

อาเซียนสู้ศึกพลังงาน: ฟิลิปปินส์-เวียดนาม-อินโดนีเซีย

ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินทางพลังงานระดับชาติในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ใช้อำนาจตามบันทึกข้อความส่วนกลาง (Memorandum Circular 114) เพื่อบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด

มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่สุดของฟิลิปปินส์คือการปรับเปลี่ยนวันทำงานของหน่วยงานภาครัฐจาก 5 วันเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ (Compressed Workweek) โดยเพิ่มชั่วโมงทำงานในแต่ละวันให้ยาวขึ้นเพื่อให้ครบ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ตัวอย่างเช่น เมืองมาริกินาและเมืองมาคาติได้เริ่มใช้เวลาทำงานตั้งแต่ 07.00 น. ถึง 19.00 น. ในวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี เพื่อให้สามารถปิดทำการสำนักงานในวันศุกร์และลดการใช้รถยนต์บนท้องถนนได้ร้อยละ 20 ในวันดังกล่าว

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้กำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานราชการต้องลดการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงและไฟฟ้าลงร้อยละ 10 ถึง 20 ทันที มาตรการ WFH ยังถูกนำมาใช้ควบคู่ไปกับการห้ามจัดกิจกรรมดูงานภายนอก (Study Tours) และการจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ (Team-building) ที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายบุคลากรจำนวนมาก

การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าเนื่องจากฟิลิปปินส์ยังคงพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสูง การประหยัดพลังงานจากการ WFH จึงมีผลโดยตรงต่อการป้องกันสภาวะไฟดับ (Blackout) ในช่วงวิกฤต

เวียดนาม

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามได้ออกประกาศแนะนำให้บริษัทเอกชนปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH เพื่อบรรเทาภาระของพนักงานจากราคาน้ำมันที่แพงและปริมาณเชื้อเพลิงที่จำกัดในสถานีบริการ

รัฐบาลยังได้ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและจักรยานแทนรถยนต์ส่วนบุคคล พร้อมทั้งดำเนินมาตรการกวาดล้างการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งซ้ำเติมวิกฤตการณ์

อินโดนีเซีย

รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังพิจารณานำมาตรการทำงานทางไกล 1 วันต่อสัปดาห์ (มักเป็นวันศุกร์) มาใช้กับข้าราชการเพื่อลดอุปสงค์น้ำมัน พร้อมไปกับการเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลและการจำกัดการเข้าถึงน้ำมันอุดหนุนราคา (Subsidized Fuel) เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรุเปียห์ที่อ่อนค่าลงอย่างหนักจากภาระการนำเข้าน้ำมัน

มาตรการขั้นสุดในเอเชียใต้

ในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางการเงินเปราะบาง มาตรการ WFH ถูกใช้อย่างเข้มข้น :

ปากีสถาน: ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และกำหนดให้พนักงานร้อยละ 50 ทำงานจากที่บ้าน นอกจากนี้ยังสั่งระงับการใช้งานรถยนต์ราชการถึงร้อยละ 60 และห้ามจัดการประชุมที่ต้องมีการเดินทางโดยให้ใช้ระบบออนไลน์ 100%

สปป.ลาว: ปรับระบบการทำงานของข้าราชการเป็นแบบสลับเวร (Rotating Shifts) และการทำงานทางไกล พร้อมทั้งลดวันเรียนของสถานศึกษาจาก 5 วันเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดน้ำมันรถรับส่งนักเรียน

ศรีลังกา: สั่งปิดสถาบันของรัฐบางแห่งในวันเฉพาะเจาะจงและขยายการทำงานทางไกล พร้อมทั้งใช้ระบบรหัส QR เพื่อจัดสรรโควตาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด

ความขัดแย้งเชิงนโยบายในขั้วอำนาจโลก

ขณะที่ สหภาพยุโรป กระตุ้นให้ประเทศสมาชิกใช้ WFH เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่ สหราชอาณาจักร กลับเดินสวนทางด้วยการยกเลิกการลดหย่อนภาษี WFH ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจทำให้พนักงานเลือกขับรถไปที่ทำงานเพื่อหนีค่าไฟที่บ้าน และจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน

ด้าน สหรัฐอเมริกา ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เลือกที่จะไม่เน้นการลดอุปสงค์ผ่าน WFH แต่ใช้ยุทธศาสตร์ "Unleash Domestic Energy" เพิ่มการขุดเจาะภายในประเทศและระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ออกมาถึง 400 ล้านบาร์เรลเพื่อกดราคาตลาดโลก

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผลิตภาพ

รายงานจากสถาบันวิจัยในสิงคโปร์และยุโรประบุว่า แม้การ WFH จะช่วยประหยัดพลังงาน แต่ในระยะยาวอาจส่งผลต่อผลิตภาพในภาคส่วนที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 2569 ภาคเอกชนจำนวนมากได้ยอมรับ WFH ในฐานะ "มาตรการเพื่อความอยู่รอด" (Survival Measure) เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานในสำนักงาน (ค่าไฟและค่าแอร์) พุ่งสูงขึ้นจนไม่คุ้มค่ากับการเปิดสำนักงานเต็มรูปแบบ

สถิติการประหยัดพลังงานที่สำคัญ (IEA 2026)

จากการศึกษาเชิงประจักษ์ในช่วงวิกฤต มาตรการต่างๆ ส่งผลต่อการลดการใช้น้ำมันดังนี้ :

  • Work from Home (3 วัน/สัปดาห์): ลดปริมาณน้ำมันที่ใช้โดยรถยนต์ส่วนบุคคลได้ร้อยละ 2-6 ในระดับชาติ
  • การลดความเร็ว 10 กม./ชม.: ประหยัดน้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลได้ร้อยละ 1-6 และรถบรรทุกหนักได้ร้อยละ 5
  • การใช้ระบบทะเบียนรถสลับวัน (Odd-Even): ลดอุปสงค์น้ำมันของรถยนต์ในเมืองใหญ่ได้ถึงร้อยละ 1-5
  • การลดเที่ยวบินธุรกิจ 40%: สามารถลดความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเจ็ทได้ร้อยละ 7-15 ในระยะสั้น

ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่า การทำงานที่บ้านช่วยลด "ต้นทุนที่มองไม่เห็น" ของแรงงาน เช่น ค่าเชื้อเพลิงและเวลาในการเดินทาง ซึ่งหากไม่มีการ WFH แรงงานอาจเรียกร้องการขึ้นค่าจ้างเพื่อชดเชยค่าครองชีพที่สูงขึ้น นำไปสู่สภาวะค่าจ้างพุ่งตามราคา ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อ

การ WFH หรือ WFA จึงเป็นเสมือน "วาล์วระบายความดัน" ให้กับระบบเศรษฐกิจในภาวะที่อุปทานน้ำมันตึงตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...