ธนาคาร ADB หั่นจีดีพีเอเชียจาก 5.4% เหลือ 5.1% มอง ‘เงินเฟ้อ’ เป็นโจทย์ใหญ่
ตามการประเมินของธนาคาร Asian Development Bank (ADB) รายงานว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วเอเชียมีแนวโน้มจะ “ชะลอลง” แม้ว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางได้แผ่ขยายไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการท่องเที่ยว
ธนาคารพัฒนาเอเชียระบุในรายงาน Asian Development Outlook ที่เผยแพร่วันนี้ (10 เม.ย.) ว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภูมิภาค จะชะลอลงมาอยู่ที่ “5.1%” ในปีนี้ จาก 5.4% ในปี 2025
“การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียและแปซิฟิกกำลังเผชิญบททดสอบที่หนักหน่วง” มาซาโต คันดา ประธาน ADB กล่าวในรายงาน “แม้ภูมิภาคจะได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด แต่ยังคงมีความเปราะบางต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งจะเร่งเงินเฟ้อ และทำให้สภาวะทางการเงินตึงตัวมากขึ้น”
ธนาคาร Asian Development Bank คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของจีนจะชะลอลงมาอยู่ที่ “4.6%” ในปีนี้ จาก 5% ในปี 2025 โดยการบริโภคภาคเอกชนในจีน ยังมีแนวโน้มซบเซา
ด้านอินเดีย การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกคาดว่าจะลดลงเช่นกัน เหลือ 6.9% ในปี 2026 จาก 7.6% ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกคาดว่าจะขยายตัวในระดับค่อนข้างทรงตัว
ADB ยังประเมินว่า เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วของเอเชียและแปซิฟิกจะชะลอลง จาก 2.5% ในปีที่ผ่านมา เหลือ 2.2% ในปี 2026 เนื่องจากเศรษฐกิจในฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวันชะลอตัวลง
ขณะเดียวกัน “เงินเฟ้อในเอเชีย” ถูกคาดว่า จะเร่งตัวขึ้นเป็น “3.6%” ในปีนี้ จาก 3% ในปี 2025 โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร และราคาอาหารก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากภูมิภาคยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลาง เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย
ADB ระบุด้วยว่า สงครามอิหร่านมีแนวโน้มจะกระทบต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ จากการหยุดชะงักของการขนส่งวัตถุดิบสำคัญอย่างฮีเลียม กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
แม้สงครามจะเพิ่มความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจเอเชีย แต่ธนาคาร ADB เตือนว่า “หากจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุน ควรใช้มาตรการการคลังที่มีเป้าหมายชัดเจนและจำกัดระยะเวลา โดยนโยบายการเงิน ควรมุ่งเน้นการเสริมสภาพคล่องแบบเจาะจง และการยึดความคาดหวังเงินเฟ้อผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการปรับนโยบายเข้มงวดอย่างรุนแรง”
อ้างอิง: bloomberg