โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทารก 5 เดือนอาเจียนแต่ "เงียบผิดปกติ" หมออุ้มปุ๊บส่งตรวจสมอง รู้สาเหตุพ่อแม่ใจสลาย

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ทารก 5 เดือนอาเจียน แต่

ทารก 5 เดือนอาเจียน แต่ "เงียบผิดปกติ" หมออุ้มปุ๊บเจอ 3 สัญญาณอันตราย รู้สาเหตุพ่อแม่ใจสลาย

ในห้องฉุกเฉินกุมารเวชศาสตร์ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เสียงร้องไห้จ้า แต่คือ "เด็กที่เงียบจนผิดปกติ" นพ. อู๋ชางเถิง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน จากไต้หวัน เปิดเผยกรณีศึกษาที่น่าสะเทือนใจ เมื่อพ่อแม่วัยรุ่นคู่หนึ่งพาลูกน้อยวัย 5 เดือนมาพบแพทย์ด้วยอาการอาเจียนต่อเนื่องและทานนมได้น้อย โดยสงสัยว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่นั้นอันตรายถึงชีวิต

เมื่อ นพ. อู๋ชางเถิง รับเด็กมาอุ้ม เขาสัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แม้เด็กจะไม่มีไข้และไม่มีบาดแผลภายนอกที่ชัดเจน แต่สัญชาตญาณและการสังเกตอย่างละเอียดทำให้เขาพบสัญญาณเตือนที่นำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่แท้จริง

3 สัญญาณอันตรายจากการสัมผัสตัวเด็ก

นพ. อู๋ชางเถิง ระบุว่าในขณะที่อุ้มทารกคนดังกล่าว เขาพบความผิดปกติ 3 ประการที่ทำให้ต้องส่งตรวจคอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) โดยด่วน:

  • สายตาไม่โฟกัส: ดวงตาของเด็กลอย ไม่สบตาหรือมองตามสิ่งเร้าตามพัฒนาการที่ควรจะเป็น
  • ตัวอ่อนปวกเปียก: กล้ามเนื้อไม่มีความตึงตัว (Low Muscle Tone) ร่างกายอ่อนนิ่มผิดปกติเมื่อถูกอุ้ม
  • ขนาดรอบศีรษะโตเกินไป: ศีรษะมีลักษณะโตกว่ามาตรฐาน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะมีของเหลวหรือเลือดคั่งในสมอง

ผลการตรวจ CT Scan และ MRI ยืนยันสิ่งที่น่าตกใจ คือพบ "ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นหนา" (Subdural Hematoma) ทั้งสองข้าง โดยมีทั้งเลือดเก่าและใหม่ปะปนกัน แสดงให้เห็นว่าเด็กถูกกระทำรุนแรงซ้ำๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

นอกจากนี้ ยังตรวจพบเลือดออกในจอประสาทตาและรอยกระดูกซี่โครงหักเก่า ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนของภาวะ "การบาดเจ็บทางสมองจากการถูกทารุณกรรม" (Abusive Head Trauma)

iStockphoto

โศกนาฏกรรมจากการเขย่าเด็ก: 70% ต้องเผชิญผลกระทบตลอดชีวิต

นพ. อู๋ชางเถิง กล่าวด้วยความเสียใจว่า ส่วนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นการต้องกลับไปบอกความจริงอันโหดร้ายแก่พ่อแม่ของเด็ก
พร้อมอธิบายว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดจากการที่ผู้ดูแลมีความเครียด เหนื่อยล้า หรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด จนนำไปสู่การ "เขย่าตัวและศีรษะเด็กอย่างรุนแรง" ซึ่งส่งผลเสียอย่างถาวรต่อสมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่

สถิติระบุว่ากว่า 70% ของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บทางสมองในลักษณะนี้ จะมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทในระยะยาว เช่น โรคลมชัก พัฒนาการล่าช้า หรือมีความพิการทางสติปัญญาไปตลอดชีวิต

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล หากรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจนไม่สามารถรับมือกับการร้องไห้ของลูกได้ ให้วางลูกไว้ในที่ที่ปลอดภัย เช่น เตียงเด็ก แล้วเดินออกมาจากห้องชั่วครู่เพื่อหายใจลึกๆ และสงบสติอารมณ์ หรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น "ห้ามเขย่าตัวเด็กโดยเด็ดขาด" เพราะเพียงเสี้ยววินาทีของการขาดสติอาจทำลายอนาคตของเด็กไปตลอดกาล

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หากมีความสงสัยแม้เพียงเล็กน้อยห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด เพราะการละเลยสัญญาณเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียอนาคตของเด็กไปทั้งชีวิต

แหล่งอ้างอิง

  • ETtoday
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...