ปากท้อง สส.สูบภาษีประชาชน
ขณะที่มีวาระสำคัญคือการเลือกประธานและรองประธานสภาฯ โดยขอให้ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งได้รับค่าอาหารเฉลี่ยคนละ 1,250 บาทต่อ 1 วันประชุม เพราะเป็นผู้มีรายได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสส.มีเงินเดือนและเงินเพิ่ม รวมกว่า 113,000 บาทต่อเดือน และขอให้ลดจำนวนผู้ช่วยสส. จาก 8 คน ให้เหลือ 3 คน อีกทั้งให้ยกเลิก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่เสมือนเงินบำนาญช่วยอดีตสส.และสว.
ที่จริง ข้อเสนอการตัดหรือปรับลดเกี่ยวข้องกับสวัสดิการสภาฯ เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยถูกพูดถึงมาหลายหน อาทิ “สกล สุนทรวาณิชย์กิจ” สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน เคยเสนอในการอภิปรายการทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ขอให้ลดงบประมาณค่าอาหารเลี้ยงสส.และสว.ในวันประชุม ซึ่งค่าอาหารของ สส. เฉลี่ยต่อคนต่อวัน อยู่ที่ 1,250 บาท และของ สว.เฉลี่ยต่อคนต่อวัน 950 บาท
นอกจากนี้ยังเคยมีสส.นำเสนอการปรับลดสิทธิพิเศษอีกหลายอย่าง แต่สุดท้าย สิ่งเหล่านี้เงียบหายไป เพราะถูกต่อต้านหรือถูกเพิกเฉยจากผู้มีอำนาจหรือจาก สส.-สว.ด้วยกันเอง
ส่วนกรณีที่ข้อเสนอของ “นพ.วรงค์” เกิดเป็นประเด็นให้ผู้คนนำมาขบคิดกันรอบใหม่ว่าเป็นความฟุ่มเฟือยของบรรดาผู้ทรงเกียรติในรัฐสภาหรือไม่ คงเพราะขณะนี้ประเทศไทยประสบภาวะราคาน้ำมันพุ่งจากวิกฤตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ค่าครองชีพสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาปากท้องของชาวบ้านตาดำๆ
เรื่องอาหารการกิน ในความเป็นจริง สส.หลายคนมีทีมงานซื้อเสบียงจากร้านข้างนอกเข้ามารับประทานในสภา ขณะที่เรื่องผู้ช่วยสส.มักมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะสส.บางคนขนญาติพี่น้องมาใส่ชื่อรับตำแหน่งแล้วรับเงินเอง
สำหรับปฏิกิริยาของสมาชิกรัฐสภา “ภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม.พรรคประชาชน ผู้ที่เคยเสนอให้ลดงบประมาณการปรับปรุงพื้นที่ในรัฐสภา มองว่า ควรหาจุดที่พอดี เพราะบางครั้งสส.ประชุมเป็นวัน อาหารและเครื่องดื่มก็ยังจำเป็น จึงเสนอทำเป็นบัตรเติมเงิน ไม่ต้องจัดอาหารเป็นบุฟเฟต์
ด้านมุมมองจากประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ คนใหม่ ออกมาแตะเบรก โดยมองว่า ควรพิจารณาตามความเหมาะสม แต่สภาจัดอาหารให้สส.-สว.เช่นนี้มานานมากแล้ว เพื่อดูแลสส.ให้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันมี สว.บางส่วนมองว่าแม้สส.-สว.ได้เงินเดือนสูง แต่ก็มี “ภาษีสังคม” มีรายจ่ายสูงจากการช่วยเหลือชาวบ้าน ถ้าตัดสวัสดิการด้วยจะยิ่งทำให้คนธรรมดาที่เป็นนักการเมืองอยู่ไม่ได้
เหล่าผู้ทรงเกียรติในรัฐสภามีเงินเดือนหลักแสน แถมยังได้สิทธิประโยชน์มากมายซึ่งล้วนใช้งบประมาณที่สูบมาจากเงินภาษีของประชาชน ถึงเวลาที่ควรเสียสละในภาวะที่เศรษฐกิจชาติประสบปัญหาหนักหน่วง แล้วจะเรียกเต็มปากได้ว่านี่คือ “ผู้แทนราษฎร”.