ยุติธรรมแต่ไม่ตรงใจ
ดูเหมือนไม่ได้ดั่งใจนักวิชาการ (บางคน) กับสื่อ (บางสำนัก) เลยสักอย่าง!
ผมหมายถึงรัฐบาล-ครม.ชุดใหม่ที่ยังไม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณน่ะ โดยเฉพาะโฉมหน้า “รัฐมนตรี” (บางส่วน) ก็ถูกมองว่าเป็น “รัฐมนตรีลูกเทพ” ที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ..
และอาจถูกครอบงำ-ถูกชี้นิ้ว บงการจากคนแก่ในพรรคได้!
อย่างไรก็ตามก็มีนักวิชาการ (บางคนอีกแหละ) ที่มองต่าง อย่าง รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว ได้กล่าวว่า..
“หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม บุคคลเหล่านี้ล้วนเข้าสู่ตำแหน่งผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และมีความชอบธรรมในฐานะผู้แทนของประชาชน
ที่ผ่านมาสังคมไทยเองก็เรียกร้องให้ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรี ต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง มากกว่าการแต่งตั้งจากกลไกอื่น
ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับตำแหน่ง แต่กลับถูกตั้งคำถามจากทัศนคติส่วนบุคคล ก็ต้องย้อนถามเช่นกันว่า สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยเพียงใด
การวิพากษ์ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและความเป็นธรรม ไม่ใช่การตัดสินจากภาพจำหรืออคติทางการเมือง
สังคมไทยมีแนวโน้มใช้ “มาตรฐานสองชั้น” ต่อคนรุ่นใหม่ในทางการเมือง โดยเปิดโอกาสและให้ความเชื่อมั่นกับบางพรรคการเมือง
แต่กลับตั้งแง่เชิงลบกับอีกบางกลุ่มตั้งแต่ต้น ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อระบบการเมืองโดยรวม
การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ไม่ได้หมายถึงการละเว้นการตรวจสอบ แต่ไม่ควรตัดสินล่วงหน้า ก่อนที่บุคคลเหล่านั้นจะได้พิสูจน์ศักยภาพ
การเติบโตของนักการเมืองรุ่นใหม่จำนวนมาก อาจมีพื้นฐานจากครอบครัวทางการเมือง ซึ่งถือเป็นทั้งทุนทางสังคมและบทเรียน
แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่จะตัดสินความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์ หากแต่เป็น “ผลงาน ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ประเด็นสำคัญไม่ใช่คำถามว่า “รัฐมนตรีลูกเทพควรได้รับโอกาสหรือไม่” แต่คือ สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันในการประเมินคนจากทุกพรรคการเมือง
และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตภายใต้กติกาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”
เนี่ย..พร้อม-ไม่พร้อมลองถามใจตัวเองดูเถอะ ส่วนผม “พร้อมแล้ว” ที่จะรอดู-รอลุ้นการประกาศ “รางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย” ครั้งที่ 15..
ผ่านทางไลฟ์สดของเพจสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ในวันเสาร์ที่ 4 เมษา. ตั้งแต่เวลา 18.00 น.
อ้อ..แต่ที่รู้ก่อนไม่ต้องลุ้น ปีนี้.. “รางวัลเชิดชูเกียรติ บุคคลหรือหน่วยงานที่มีคุณูปการต่อวงการภาพยนตร์ไทย”..
ทางสมาคมผู้กำกับฯ ได้มอบให้กับ คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ หรือ “เสี่ยเจียง” เจ้าของฉายา “จอมยุทธ์หนังไทย”!
ซึ่งก็เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะทั้งใน-นอกวงการย่อมประจักษ์ และผมเองก็ได้สัมผัส-ได้เห็น-ได้รับรู้ตลอดว่า “เสี่ยเจียง” เป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการภาพยนตร์ไทยแท้จริง!
ท่านเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัด มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในปี พ.ศ.2545
นอกจากจะสร้างหนังไทยประสบความสำเร็จ ส่งไปขายยังเมืองนอกเมืองนาแบบจริงๆ จังๆ อย่างหนังองค์บาก ต้มยำกุ้ง สุริโยไท แล้ว
เสี่ยเจียงยังเป็นนายกสมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ที่เสียสละ ต่อสู้เพื่อหนังไทย สร้างผลงานโดดเด่น เป็นที่ยอมรับของผู้คนในวงการหนังติดต่อกันถึงสองสมัย..
ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนเป็น “สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ” จวบจนวันนี้!
ไม่เฉพาะวงการหนังไทย “เสี่ยเจียง” ยังถือเป็นผู้บุกเบิกและมีบทบาทสำคัญในการซื้อสิทธิ์เช่าฉายหนังต่างประเทศเฉพาะโรงภาพยนตร์ชั้นสองอีกด้วย
ครับ..สำหรับการลงคะแนนของรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เป็นระบบ One Man One Vote จากสมาชิก ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยล้วนๆ
โดยตัดสินจากภาพยนตร์ไทยตลอดทั้งปี 2568 จำนวนทั้งสิ้น 62 เรื่อง ไม่มีการจำกัดประเภทและจำนวนโรงฉาย และรวมถึงภาพยนตร์จากสตรีมมิงด้วย
ก็..ร่วมลุ้นผลรางวัลแต่ละสาขากันได้ด้วยความสบายใจ เชื่อเถอะรางวัลนี้ไม่มีนอก-มีในหมายถึงบริสุทธิ์-ยุติธรรมล้วนๆ เพียงแต่รางวัลที่มอบ..
ไม่ค่อยตรงใจ (ผม) เท่านั้นแหละ!.
สันต์ สะตอแมน