โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชนเร่งรักษาตำแหน่งครัวโลก รับมือส่งออกอาหารติดลบ 7.3%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สงครามอาหรับสะเทือนการค้าโลก ฉุดอุตสาหกรรมอาหารวิกฤตสถาบันอาหารคาดส่งออกอาหารปีนี้อ่วม หดตัว 7.3% เหลือ 1.4 ล้านล้าน ชี้อุปสรรคเพียบต้นทุนพุ่ง “ส.อ.ท.-หอการค้า”แนะเร่งปรับตัวหาตลาดเกิดใหม่ เพิ่มนวัตกรรมรักษาตำแหน่ง “ครัวของโลก”

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร แถลงถึงสถานการณ์ธุรกิจและอาหารในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต โดย ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนประเมินแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจมองว่ายังมีโอกาสจากการพัฒนาสินค้าอาหารนวัตกรรม โดยเฉพาะ “อาหารมูลค่าสูง” และ “อาหารสำหรับผู้สูงอายุ” ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มสังคมโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น โดยเสนอให้ไทยเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การขยายตลาดไปยัง Emerging Market มากขึ้น การพัฒนาสินค้ากลุ่ม High Value แทนการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ และการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยย้ำว่าการจะรักษาสถานะ “ครัวของโลก” ได้ไทยจำเป็นต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ยึดรูปแบบเดิมในอดีตอีกต่อไป

อั้นราคาสินค้าแต่ขนส่งขึ้นแล้ว

“ปัญหาครั้งนี้มีความน่ากังวลมากขึ้น มองว่าการอยู่รอดในระยะต่อไปจำเป็นต้องเร่งหาตลาดใหม่ พัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และใช้นวัตกรรมควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านพลังงานทดแทนและบรรจุภัณฑ์ทางเลือก เพื่อให้ธุรกิจรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้นในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเชื่อว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่พอควบคุมได้ และหากเส้นทางขนส่งสำคัญกลับมาเปิดได้ตามปกติ และตอนนี้รัฐบาลเองก็อยู่ระหว่างประสานกับต่างประเทศ และเชื่อว่าผู้ประกอบการจะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า อาจจะอั้นไว้ก่อนเพื่อรอสถานการณ์ และสต๊อกสินค้าตอนนี้เชื่อว่าอยู่ที่ 2-3 เดือน แต่สิ่งที่เห็นว่าขึ้นแล้ว คือ ค่าขนส่ง

แนะปรับตัวหาโอกาสในวิกฤต

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อระบบการค้าและโลจิสติกส์โลก ต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยสงคราม และค่าขนส่งต่อเนื่องทางบก ภาคธุรกิจจึงแนะผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่

โดยเฉพาะการขยายตลาดสินค้าอาหารที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น อาหารฟังก์ชั่น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกอาหารไทย และสามารถตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ เช่น ลดหวาน ลดเค็ม ลดไขมัน ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันพืชยังมีแนวโน้มเติบโตในบางตลาด สะท้อนว่าหากไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านต้นทุน ปริมาณ และมาตรฐานสินค้า เร่งพัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้า และปรับตัวตามมาตรฐานการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตการค้าให้เป็นโอกาสในการขยายตลาดอาหารไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

ปุ๋ย-พลาสติกไม่ขาดแต่แพงขึ้น

ดร.วิศิษฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าปุ๋ยและต้นทุนการผลิต แม้จะยังไม่เกิดภาวะขาดแคลน เนื่องจากสมาคมปุ๋ยอยู่ระหว่างเร่งหาช่องทางนำเข้าเพิ่มเติมเพื่อเสริมอุปทาน แต่แนวโน้มราคามีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ในมุมของข้อเสนอจากภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเป็น “ต้นทาง” อาจจะต้องมีมาตรการระยะสั้น เพื่อไม่ให้ต้นทุนกระชากไปทั้งห่วงโซ่ เช่น การบริหารเงินกองทุน การลดภาษีสรรพสามิต ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เอสเอ็มอี และภาคขนส่ง เพราะตั้งแต่ราคาน้ำมันขยับขึ้น 6 บาท ผู้ประกอบการหลายรายได้รับหนังสือแจ้งปรับขึ้นค่าขนส่งแล้วตั้งแต่ 10-20% หรือมากกว่านั้น

ซึ่งหากปล่อยให้ต้นทุนด้านขนส่งส่งผ่านต่อเนื่อง ก็จะกระทบซัพพลายเชนในวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องพึ่งพาการขนส่งเป็นหลัก ภาคธุรกิจจึงเห็นว่าหากสามารถดูแลต้นทางได้ ก็จะช่วยผ่อนแรงกดดันในส่วนกลางและปลายทางได้มากขึ้น

สำหรับความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ ภาคอุตสาหกรรมพลาสติกยืนยันว่า โอกาสขาดแคลนยังไม่น่ามี แต่ยอมรับว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ขณะที่ภาคเอกชนสะท้อนว่าในระยะสั้น ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังพอมีวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ในสต๊อกเดิมใช้ได้อีกราว 2-3 เดือน โดยต้นทุนที่ปรับขึ้นเร็วที่สุดในเวลานี้ยังคงเป็น โลจิสติกส์ เพราะผู้ให้บริการขนส่งเริ่มปรับราคาก่อนปัจจัยอื่น

ส่งออกอาหารหดตั้งแต่ต้นปี

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% มีสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่าง ข้าว ข้าวโพด และน้ำตาล ในปีนี้ เนื่องจากมีสต๊อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ยังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด

ขณะที่แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่อง โดยเดือนมีนาคมได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Reexport จากยูเออี ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง

คาดส่งออกทั้งปีลดลง 7.3%

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 โดยปัจจัยลบที่กระทบส่งออก สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%)

ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) ส่วนตลาดสหรัฐ คาดว่าจะหดตัว -12.8% ขณะที่สินค้าที่อายุสั้น เช่น ข้าว กุ้ง และอาหารพร้อมรับประทาน หดตัวลง สะท้อนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้นำเข้าที่เร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากการกักตุนหยุดลง คาดว่าผลกระทบของมาตรการภาษีจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น สำหรับตลาดอื่น ๆ ที่คาดว่าจะลดลง ได้แก่ CLMV (-35.2%), อาเซียน (-14.0%) และแอฟริกา (-15.2%)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกชนเร่งรักษาตำแหน่งครัวโลก รับมือส่งออกอาหารติดลบ 7.3%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...