โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เหตุการณ์ยิงปืนจำนวน 11 นัด เขมรโต้โดนไทยใส่ร้าย

tvpoolonline.com

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 03.06 น. • TV Pool

สถานการณ์ชายแดนร้อนระอุอีกระลอก หลังโฆษกกลาโหมกัมพูชาออกโรงปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่มีการยิง” ซัดกลับสื่อบิดเบือนใส่ร้ายประเทศ ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ของไทยยืนยันชัด ได้ยินเต็ม ๆ 11 นัด กระจายหลายจุด ชี้อาจเป็นพฤติกรรมทหารนอกแถว ทำคำถามใหญ่ผุดกลางแนวชายแดน—“ตกลงใครพูดจริง?”

ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อเหตุการณ์ยิงปืนจำนวน 11 นัด ใกล้จุดผ่านแดน
ด่านโอร์เสม็ด
ถูก “พูดคนละเรื่อง” ระหว่างสองประเทศ

เมื่อค่ำวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พลโทหญิง มาลี โสเชียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า ไม่มีเหตุการณ์ยิงปืนตามที่สื่อไทยบางแห่งรายงาน พร้อมระบุว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” และเป็นการบิดเบือนใส่ร้ายกัมพูชาอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้สื่อและประชาชนยึดข้อมูลทางการของรัฐบาลกัมพูชา

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กองทัพภาคที่ 2 ของไทยยืนยันข้อมูลตรงกันข้าม โดยระบุว่า ตรวจพบเสียงปืนรวม 11 นัด กระจายหลายจุดในพื้นที่แนว
ช่องจอม
ต่อเนื่องถึงโอร์เสม็ด ในช่วงเวลาพลบค่ำของวันเดียวกัน

รายงานระบุว่า ลักษณะการยิงเป็นแบบกระจายเป็นจุด ๆ จุดละ 1–2 นัด ไม่มีเป้าหมายชัดเจน และไม่ใช่การยิงต่อเนื่องแบบยุทธวิธี ทำให้ประเมินเบื้องต้นว่า อาจเป็นการใช้อาวุธโดยไม่เหมาะสมของกำลังพลบางราย มากกว่าจะเป็นการเปิดฉากปะทะ

แม้สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในการควบคุม และไม่มีรายงานความเสียหายหรือการปะทะตอบโต้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสร้าง “คำถามตัวใหญ่” ทันที—ระหว่างคำปฏิเสธของกัมพูชา กับการยืนยันของฝ่ายไทย ความจริงอยู่ตรงไหนกันแน่

ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ยังคงสั่งเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเป็นความตึงเครียดระดับสูงตามแนวชายแดน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...