โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทศกาลเลือดและสันดานมักง่าย สมรภูมิบนถนนไทยที่รุนแรงกว่าสงคราม

The Better

อัพเดต 13 เม.ย. เวลา 03.20 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. เวลา 00.25 น. • THE BETTER
นพ. กรณ์ ปองจิตธรรม

ท่ามกลางกลิ่นแป้งและเสียงเพลงแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ที่กำลังดำเนินอยู่ กลับมีกลิ่นคาวเลือดและเสียงหวีดร้องของความสูญเสียแทรกซึมอยู่ทุกหัวระแหง ข้อมูลล่าสุดเพียงแค่สองวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 71 รายแล้ว และหากย้อนกลับไปดูสถิติ 7 วันอันตรายในช่วงปีใหม่ 2569 ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 2212 ครั้ง คร่าชีวิตคนไทยไปถึง 284 ราย และมีผู้บาดเจ็บพิการอีกกว่า 2307 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่น่าเบื่อหน่าย แต่มันคือใบมรณบัตรของคนไทยที่ต้องสังเวยให้กับความประมาทซ้ำซากที่ไม่มีวันจบสิ้น

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจนและน่าสยดสยองที่สุด จำนวนคนไทยที่ตายบนท้องถนนในแต่ละปีซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 17000 ถึง 20000 รายนั้น มากกว่ายอดผู้เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามชายแดนไทยกัมพูชาหลายร้อยเท่า และหากเทียบกับสมรภูมิในตะวันออกกลางที่โลกกำลังหวาดกลัว ถนนไทยกลับมียอดการตายสะสมที่พุ่งสูงและรวดเร็วกว่าในหลายพื้นที่เสียด้วยซ้ำ จนองค์การอนามัยโลกยังคงจารึกชื่อประเทศไทยไว้ในอันดับที่ 9 ของโลกที่มีอัตราการเสียชีวิตบนถนนสูงที่สุด และที่น่าอัปยศที่สุดคือเรายังคงครองแชมป์อันดับ 1 ของโลกในด้านการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มาอย่างยาวนานโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น

ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่โรงพยาบาลหรือศาลาวัด แต่มันคือกองเพลิงที่เผาผลาญงบประมาณและระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างย่อยยับ ในปี 2569 มีการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 6.3 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของจีดีพีประเทศ เงินจำนวนมหาศาลนี้หายไปกับการรักษาพยาบาล การสูญเสียแรงงานวัยทำงานที่เป็นเสาหลักของครอบครัว และภาระที่รัฐต้องแบกรับในการดูแลผู้พิการรายใหม่ที่เกิดขึ้นปีละกว่า 12000 คน ซึ่งหากนำเงินจำนวนนี้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการศึกษา ประเทศไทยคงก้าวไปไกลกว่าที่เป็นอยู่หลายเท่าตัว

รากเหง้าของวิกฤตการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากกฎหมายที่อ่อนแอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสันดานความมักง่ายที่หยั่งรากลึกลงในจิตใต้สำนึกของคนไทยบางกลุ่ม ความรู้สึกที่ว่าทำอะไรตามใจคือไทยแท้ การมองว่าการขี่รถย้อนศร การไม่สวมหมวกนิรภัย การขับรถยนต์หรือขี่จักรยานยนต์ด้วยความประมาทแหกกฎจราจรทุกข้อ หรือการดื่มเหล้าแล้วขับเป็นเรื่องเล็กน้อย คือยาพิษที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ความมักง่ายนี้ถูกผสมโรงด้วยระบบการตรวจตราที่ล้มเหลว เมื่อเจ้าหน้าที่บางคนยังเห็นแก่เงินใต้โต๊ะมากกว่าชีวิตคน และระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้คนมีเงินหรือลูกท่านหลานเธอสามารถใช้เส้นสายรอดพ้นกฎหมายได้อย่างง่ายดาย

ทางออกที่ยั่งยืนและเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบยุติธรรมจราจรดิจิทัลแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยการนำระบบปัญญาประดิษฐ์และสารสนเทศมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในทุกขั้นตอนเพื่อตัดวงจรสินบนและอภิสิทธิ์ชน ประเทศไทยต้องมีระบบค่าปรับที่แก้ไขไม่ได้ (Immutable Fine System) ซึ่งข้อมูลการกระทำผิดจะถูกบันทึกในระบบที่เข้าถึงเพื่อลบหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้โดยเด็ดขาดเหมือนกับการทำธุรกรรมธนาคารชั้นสูง ระบบนี้จะทำงานโดยไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
ตัวอย่างจากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้จริง เช่น เอสโตเนียที่ใช้เอไอช่วยพิจารณาคดีเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของมนุษย์ จีนที่มีศาลอินเทอร์เน็ตในการจัดการคดีจราจรอย่างรวดเร็วและเที่ยงตรง หรือสิงคโปร์ที่มีระบบบังคับใช้กฎหมายอัตโนมัติที่แม่นยำจนคนไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำผิด การลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้อาจดูเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหาย 6.3 แสนล้านบาทที่เราสูญเสียไปทุกปีถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่เงินทอง แต่คือชีวิตของคนไทยที่จะไม่ต้องสังเวยให้กับความมักง่ายบนท้องถนนอีกต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกพึ่งพาความเมตตาที่บิดเบี้ยวในระบบยุติธรรมแบบเดิม แล้วเปลี่ยนมาใช้ความเที่ยงธรรมของระบบดิจิทัลที่ไร้หัวใจแต่ไร้เส้นสาย เพื่อดัดสันดานความมักง่ายและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นสากล ถนนไทยต้องเลิกเป็นทุ่งสังหาร และต้องกลับมาเป็นเส้นทางแห่งความปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...