โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไร่หมุนเวียน-ชาพันปี-คนรุ่นใหม่ : ความท้าทายในระบบทุนนิยมพืชเชิงเดี่ยว

Thai PBS

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ต้นชา อายุยืนยาวนานเป็นพัน ๆ ปี กลางป่า กาแฟ ที่ปลูกกันมาชั่วอายุคน เช่นกันกับ ไร่หมุนเวียน พื้นที่เกษตรวิถีดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบเก็บกินได้แทบทั้งปี

แต่ทำไม ? รายได้หลักกลับต้องพึ่งพา ข้าวโพด

จากชีวิตที่เคยยึดโยงกับป่า กลายเป็นว่า พืชเชิงเดี่ยว ทำให้วิถีความเป็นอยู่ของผู้คนที่ ชุมชนชาติพันธุ์แม่นิงใน ต้องผูกไว้กับตลาดภายนอกแทน

34 กิโลเมตร จากตัวอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อาจดูไม่ไกลนักหากวัดตามระยะทาง แต่สภาพถนนลูกรัง คดเคี้ยวบนไหล่เขาทำให้การเดินทางที่ดูเหมือนง่าย ยาก และนานขึ้นหลายเท่าตัว กลายเป็นอุปสรรคที่มองไม่เห็นในนโยบายพัฒนา ฤดูฝน รถต้องใส่โซ่ถึงจะวิ่งได้ ทำให้หลายครั้งชาวบ้านเลือกไม่ลงจากดอยเลย

อ่านมาถึงตรงนี้ แม่นิงใน อาจดูเป็นพื้นที่ห่างไกลในสายตาคนเมือง แต่สำหรับ คนรุ่นใหม่ ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องหนีออกไป หากแต่พวกเขาพยายาม “อยู่ให้ได้”

การพยายามอยู่ให้ได้ของคนรุ่นใหม่ในแม่นิงใน ไม่ได้เริ่มจากความฝันใหญ่ แต่เริ่มจากการมองเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน

ญาดา ชนิตเหมตระกูล คนรุ่นใหม่ ชุมชนชาติพันธุ์บ้านแม่นิงใน

ชุมชนแม่นิงใน มีคนรุ่นใหม่ที่กลับมาอยู่ที่บ้านเยอะ บางคนกลับมาอยู่ดูแลพ่อแม่ ช่วยพ่อแม่ทำงาน ญาดา ชนิตเหมตระกูล เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ เป็นลูกหลานชาวแม่นิงในที่ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านหลังเรียนจบ การกลับมาไม่ได้หมายถึงการหยุดพัก แต่คือการเริ่มตั้งคำถามใหม่กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

ต้นทุนชุมชน สู่ โอกาสสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์

ญาดามองว่า การสร้างรายได้จากสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน จะทำให้เกิดอาชีพที่หลากหลาย ในชุมชนจะช่วยให้คนเหล่านี้ไม่ต้องดิ้นรนออกไปข้างนอก แต่เมื่อเธอเริ่มทำงานกับชุมชนก็พบกับปัญหา หลัก ๆ คือคนในชุมชนส่วนมากทำ ไร่ข้าวโพด ไร่หมุนเวียน ฉะนั้นแต่ละช่วงฤดูกาลจะมีงานต่อเนื่อง เวลาที่อยากให้คนในชุมชนออกไปศึกษาดูงาน เพิ่มองค์ความรู้ข้างนอกชุมชนชาวบ้านมักจะไม่มีเวลาว่าง

หรือปัญหาการทำงานในกลุ่มก็พบทั้งเรื่องอุปกรณ์ และองค์ความรู้มีไม่เพียงพอที่จะพัฒนาได้ สิ่งนี้ทำให้ตัวของชาวบ้านมองไม่เห็นภาพในสิ่งที่คนรุ่นใหม่แบบ ญาดา กำลังทำ

เธอเคยเสนอแนะนำชาวบ้าน ให้ปลูกพืชบางชนิดที่จะเอาไปทำผลิตภัณฑ์ขายได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเก็บเกี่ยวไม่มีการตลาดรองรับให้ชาวบ้าน ขณะที่ทางทีมก็ไม่มีอุปกรณ์ในการผลิตสินค้า นั่นก็ทำให้ชาวบ้านมีความกังวล ตั้งคำถามว่าจะไปรอดไหม ?

นอกจากนี้ปัญหาของชุมชนแม่นิงใน คือ การขนส่ง เนื่องจากว่าชุนแม่นิงในอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่ม ถึง 34 กิโลเมตร และกว่าครึ่งทางที่เป็นถนนลูกรัง ไม่มีราดยาง เส้นทางลาดชัน วิงบนไหล่เขาที่สลับซับซ้อน

ทุกครั้งที่มีรายการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ชาวบ้านต้องเดินทางลงไปส่งของที่ตัวอำเภอ ฉะนั้นในการเดินทางลงไปส่งของแต่ละครั้งจำเป็นจะต้องมีธุระมากกว่า 1 อย่าง หรือต้องมีออเดอร์ที่คุ้มกับการเดินทางลงไปข้างล่าง

ความคิดนั้นนำไปสู่การเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนภายใต้แบรนด์ เลอชอ ตั้งแต่การออกแบบสินค้า โลโก้ไปจนถึงการนำสินค้าออกไปขายทั้งในออนไลน์และตามงานต่าง ๆ นอกพื้นที่

สร้างอาชีพในชุมชน “ทางเลือก” คนรุ่นใหม่กลับบ้าน

สำหรับ ญาดา การสร้างอาชีพจากสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่คือการสร้าง ทางเลือก ให้คนรุ่นเดียวกันที่กำลังทยอยกลับบ้าน

“เราคิดว่าถ้ามีอาชีพที่หลากหลายคนที่กลับมาอยู่บ้าน จะไม่ต้องดิ้นรนออกไปข้างนอก เขาก็สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล

แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ดูเหมือนจะเริ่มต้นได้ กลับไม่ได้เดินหน้าอย่างราบรื่น เมื่อจังหวะชีวิตของชุมชนที่ผูกอยู่กับฤดูกาลเกษตร ทำให้การรวมกลุ่มหรือการพาคนไปเรียนรู้ภายนอกเกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกัน การขาดอุปกรณ์และองค์ความรู้ในการแปรรูป ทำให้สิ่งที่คนรุ่นใหม่พยายามทำยังมองไม่เห็นผล ในสายตาของชาวบ้าน

“เราเคยแนะนำให้ปลูกพืชบางอย่างเพื่อเอามาทำสินค้า แต่พอถึงเวลาจริงมันไม่มีตลาดรองรับ แล้วเราก็ยังไม่มีอุปกรณ์ผลิต ชาวบ้านก็เริ่มกังวลว่า มันจะไปรอดไหม”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล

คำถามนั้นไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธ แต่เป็นความระมัดระวังของคนที่ต้องพึ่งพารายได้ในแต่ละฤดูกาล

ภาพสะท้อนที่ฉายความกังวลนี้ได้มากที่สุด คือการขนส่ง ทุกครั้งที่มีคำสั่งซื้อเข้ามา การส่งสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องของการแพ็กของ แต่หมายถึงการเดินทางลงจากดอย ซึ่งต้องคำนวณทั้งต้นทุน เวลา และความคุ้มค่า นั่นหมายความว่า ทุกคำสั่งซื้อที่เข้ามา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า แต่อยู่ที่ว่า“ฝนตกหรือไม่”

“ถ้าจะลงไปส่งของ เราต้องมีธุระมากกว่าอย่างเดียว หรือไม่ก็ต้องมีออเดอร์ที่คุ้มกับการลงไป”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล

ไร้ตัวเลือก…ชีวิตไม่เหมือนเดิม

และในช่วงฤดูฝน ตัวเลือกนั้นแทบจะหายไปเหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล หนึ่งในคนรุ่นใหม่ของชุมชน อธิบายสิ่งนี้จากประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตมากับพื้นที่ “ปกติวิถีของปกาเกอะญอ เราจะไม่ลงจากดอยในช่วงหน้าฝน” เมื่อก่อนชาวบ้านเขาอยู่ได้เพราะไร่หมุนเวียน แต่ในปัจจุบัน เงื่อนไขชีวิตไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

“ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องอยู่กินแล้ว เราต้องไปหาหมอ ไปทำเอกสาร ส่งลูกไปเรียน”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

ความจำเป็นเหล่านี้ทำให้ “การไม่ลงจากดอย” กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น แม้ถนนจะยังเป็นแบบเดิม เหนือเมฆ เติบโตมากับไร่หมุนเวียน และยังคงเห็นคุณค่าของมันอย่างชัดเจน คำบอกเล่านี้จึงเป็นหนึ่งในคำอธิบายเสริมเหตุผลของญาดาได้ว่า ปัญหาการขนส่งคือหนึ่งในสิ่งที่เธอต้องรับมือ

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล คนรุ่นใหม่ ชุมชนชาติพันธุ์บ้านแม่นิงใน

“ผมชอบไร่หมุนเวียน เพราะมันมีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับเรา”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

ในพื้นที่เดียวกันเขาสามารถหาอาหารได้แทบทั้งหมดโดยไม่ต้องพึ่งพาการซื้อจากภายนอก ระบบนี้ทำให้ชุมชนสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง

แต่ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ทำให้การ “อยู่ได้” แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป

“เมื่อก่อนเราอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ตอนนี้มันต้องใช้เงินมากขึ้น ทั้งเรื่องเรียน เรื่องสวัสดิการ”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

ชาวบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตจากนาขั้นบันได โดยที่มีไร่ข้าวโพดอยู่ด้านบน

เมื่อพืชเศรษฐกิจกลายเป็นคำตอบชีวิต ?

แรงกดดันนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องหันไปปลูกพืชที่สามารถขายได้ในตลาด แม้ว่าจะต้องแลกกับการพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากขึ้น ข้าวโพดจึงไม่ได้เป็นแค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นคำตอบที่จำเป็นในเงื่อนไขชีวิตปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ความพยายามจะต่อยอดทรัพยากรเดิม เช่น ชาพันปี ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัด

“เมื่อก่อนเรามีต้นชา แต่ทำแล้วไม่อร่อย พอมีคนมาสอน เราถึงเริ่มทำให้มันดีขึ้นได้ การเข้ามาของความรู้จากภายนอก ทำให้สิ่งที่เคยมีอยู่แล้วเริ่มมีมูลค่า แต่กระบวนการนั้นยังไม่สมบูรณ์ เราจึงยังอยากได้ความรู้เพิ่ม ว่าจะทำยังไงให้แปรรูปได้ดี แล้วเอาไปขายข้างนอกได้”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสินค้าและความต้องการจากตลาด ปัญหาการเดินทางก็ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ

“ถ้าลูกค้าสั่งแค่ซองเดียว มันไม่คุ้มที่จะส่ง เราก็ต้องบอกเขาว่าอาจจะช้า”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

สำหรับเหนือเมฆ สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ถ้าให้เลือก ผมอยากได้ถนนมากกว่าไฟฟ้า”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

คำพูดนี้สะท้อนสิ่งที่มักไม่ถูกนับรวมในนโยบายพัฒนาการเข้าถึงที่เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ในระดับของการจัดการชุมชน พัฒนา พนาใสจันทร์แจ่ม ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มองเห็นภาพเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง

“เรามีต้นทุนอยู่แล้ว ทั้งชา กาแฟ ไร่หมุนเวียน แต่สิ่งที่ขาดคือความรู้ในการแปรรูป”

พัฒนา พนาใสจันทร์แจ่ม

การรวมกลุ่มและสร้างแบรนด์ เลอชอ เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนทรัพยากรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หนึ่งในนั้นคือไฟฟ้า

“เราใช้โซลาร์เซลล์ ไม่มีโรงตาก ไม่มีตู้อบ เวลาฝนตกชาก็ขึ้นรา เราเสียไปหลายสิบกิโล การพึ่งพาธรรมชาติในกระบวนการผลิต ทำให้ผลลัพธ์ไม่แน่นอน และส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของชาวบ้าน นอกจากนั้น การสื่อสารกับภายนอกก็ยังเป็นอีกข้อจำกัด ที่นี่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้การติดต่อหรือการหาความรู้ทำได้ยาก”

พัฒนา พนาใสจันทร์แจ่ม

พัฒนา พนาใสจันทร์แจ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้ แม้จะมีความยากลำบาก พัฒนายังคงมองเห็นศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่กลับมาอยู่ในชุมชน

“เราภูมิใจที่เยาวชนกลับมา แต่ก็ต้องหาวิธีทำให้เขาอยู่ได้”

พัฒนา พนาใสจันทร์แจ่ม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ พัฒนาสินค้า แต่คือการสร้างเงื่อนไข ให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้อย่างมั่นคง

หนึ่งในแนวทางที่ชุมชนกำลังพยายามคือการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อให้วิถีชีวิตและทรัพยากรที่มีอยู่กลายเป็นโอกาสใหม่ ขณะเดียวกัน ญาดา มองว่าการเชื่อมต่อกับภายนอกยังเป็นสิ่งจำเป็น

“ตอนนี้เราทำได้แค่ชาแห้ง แต่ถ้ามีคนที่มีความรู้เข้ามาช่วย เราน่าจะต่อยอดได้มากกว่านี้”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล

สำหรับเธอ การเปิดรับความรู้จากภายนอก ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตน แต่เป็นการทำให้ชุมชนมองเห็นศักยภาพของตัวเองชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงความหวัง แต่ยังมีความกังวลปนอยู่ด้วย

“เรากลัวว่าคนในชุมชนจะยังไม่เข้าใจสิ่งที่เราทำ หรือการพาคนเข้ามาจะรบกวนวิถีชีวิตเขา”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล

ความไม่เข้าใจนี้ไม่ได้เกิดแค่จากภายใน แต่ยังรวมถึงสายตาจากภายนอกที่มีต่อวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ เหนือเมฆ เองก็เคยเผชิญกับคำถามลักษณะนี้

“คนในเมืองถามผมว่า ยังมีหมู่บ้านแบบนี้อยู่เหรอ ยังไม่มีถนนลาดยางอีกเหรอ”

เหนือเมฆ ยุทธวินัยกุล

คำถามที่ดูเหมือนธรรมดา สะท้อนช่องว่างของความเข้าใจระหว่างสองโลก ในขณะเดียวกัน การมีนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ ก็เริ่มทำให้คนในชุมชนรู้สึกถึงการมีตัวตนมากขึ้น

“พอมีกฎหมายชาติพันธุ์ เรารู้สึกมั่นใจขึ้น เหมือนเสียงของเราถูกส่งออกไป”

ญาดา ชนิตเหมตระกูล

ถึงตรงนี้ สำหรับคนแม่นิงในการมีตัวตนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากเงื่อนไขพื้นฐานของการใช้ชีวิตยังคงเป็นข้อจำกัด เรื่องของแม่นิงในจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของชุมชนหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของคำถามที่ใหญ่กว่านั้น เมื่อชุมชนมีทรัพยากร มีคนรุ่นใหม่ และมีความพยายามจะสร้างทางเลือกของตัวเอง สิ่งที่ยังขาดอยู่ อาจไม่ใช่ศักยภาพแต่คือเงื่อนไขที่จะทำให้ศักยภาพนั้น “เป็นไปได้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

“วีระพงษ์” ลาออก รอง หน. “ประชาธิปัตย์” รับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเจรจา FTA

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เตือนภัยกลโกง “ของฟรี-พ่วงภารกิจ” ระบาดหนัก ! พร้อมสูบเงินเกลี้ยงบัญชี

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คืบหน้าไฟไหม้ โรงงานน้ำตาลพิมาย ล่าสุด จนท.คุมเพลิงอยู่ในวงจำกัดได้แล้ว

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตร.เผยสถิติ 2 วันแรก "สงกรานต์ 2569" พบ "ไม่สวมหมวกนิรภัย-ขับรถเร็ว" สูงสุด

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...