โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก The Thin Red Line สู่ The Trump Red Line

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 02.08 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 02.08 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

จาก The Thin Red Line

สู่ The Trump Red Line

“ถ้าอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการคุกคามภายใน 48 ชั่วโมง นับจากเวลานี้ สหรัฐอเมริกาจะโจมตีและทำลายสถานีพลังงานหลายแห่ง โดยจะโจมตีสถานีพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับแรก”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

คำขาดของผู้นำสหรัฐต่ออิหร่าน, 23 มีนาคม 2026

บทความนี้อยากขอนำชื่อภาพยนตร์สงครามเรื่อง “The Thin Red Line” (1988) มาเป็นชื่อบท แม้คำนี้ในภาษาทางทหารแต่เดิม เป็นผลผลิตจากสงครามไครเมียในปี 1854

คำว่า “The Thin Red Line” หมายถึง การจัดแถวทหารของฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่า ในการรับมือกับการเข้าตีของฝ่ายที่มีกำลังมากกว่า เช่นที่หน่วยทหารราบอังกฤษที่มีจำนวนน้อยกว่า ต้องจัดขบวนรบใหม่ที่แถวซ้อนเดิมของทหารราบมีจำนวนจาก 4 ปรับเป็น 2 เพื่อให้สามารถรองรับการเข้าตีของทหารม้ารัสเซียได้อย่างเต็มที่ ทำให้แนวรับของทหารราบอังกฤษบางลงกว่าเดิม

ในภาษาสมัยใหม่ คำนี้มีนัยถึงแนวป้องกัน หรือแนวที่เป็นเส้นแบ่งระหว่าง “ความเป็นระเบียบกับความวุ่นวาย” ซึ่งมีนัยว่า จะไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งก้าวข้าม “เส้นแดงบางๆ” นี้ได้เป็นอันขาด

ซึ่งในสงครามอิหร่านครั้งนี้ เราเห็นการลาก “เส้นแดง” ของผู้นำสหรัฐ จนอยากจะขอเรียกว่าเป็น “The Trump Red Line” เพราะเป็นเส้นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเป็นแนวที่ห้ามอิหร่านข้าม

เส้นแดงของทรัมป์

สถานการณ์สงครามอิหร่านอาจจะดูมีแนวโน้มที่ดีอยู่บ้าง แต่ก็เป็นแนวโน้มที่ยังมีความเปราะบางในตัวเองอย่างมาก เพราะการเคลื่อนตัวของสงครามยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง

การที่แนวโน้มสงครามยังไม่เคลื่อนไปในทิศทางของสันติภาพนั้น อาจจะเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างยังมีศักยภาพของการตอบโต้ทางทหารกันไปมา

หรือที่ทฤษฎีการสงครามตั้งข้อสังเกตไว้จากบทเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ทหารว่า ตราบเท่าที่รัฐคู่พิพาทยังมีศักยภาพในการรบ และทั้งยังสามารถดำรงความริเริ่มในสนามรบได้ อันนำไปสู่ความเชื่อว่า ฝ่ายตนยังมีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะแล้ว ตราบนั้น สงครามจะยังไม่หยุด จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดความริเริ่มในการสงคราม จนต้องถอยออกจากสนามรบ

ในท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เล่นบทของ “การขู่” ที่จะใช้กำลังทหารในการโจมตีอิหร่านให้หนักขึ้น และคำขู่ที่สำคัญของทรัมป์ถูกโพสต์ในตอนดึกของวันที่ 22 มีนาคม (ซึ่งจะต้องถือว่าเป็นวันที่ 23 แล้ว) ผู้นำสหรัฐข่มขู่ว่า จะเปิดการโจมตีสถานีพลังงานของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า ถ้าอิหร่านไม่ยอดเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แน่นอนว่า คำขู่ของผู้นำอเมริกันสร้างความกังวลอย่างมากกับเวทีโลก เพราะการกระทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามเกิดการยกระดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องจากอิหร่านเองคงไม่ยอมให้สหรัฐโจมตีจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ของตน โดยปราศจากการตอบโต้

ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านเปิดการโจมตีประเทศในบริเวณอ่าวเปอร์เซียมาแล้ว แม้ว่าโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านจะถูกสกัดกั้นและทำลายขณะอยู่ในอากาศ แต่การโจมตีที่เกิดขึ้น ได้สร้างความเสียหายในระดับหนึ่ง

และอาวุธของอิหร่าน เช่น โดรนและขีปนาวุธบางส่วนก็สามารถผ่านแนวป้องกันทางอากาศ เข้าไปก่อความเสียหายให้กับประเทศเป้าหมายได้

แต่แล้วดูเหมือนโลกจะได้คลายความกังวลลงสักนิด เมื่อผู้นำสหรัฐตัดสินใจใหม่ที่จะเลื่อนการโจมตีสถานีพลังงานของอิหร่านออกไป 10 วัน ด้วยเหตุผลว่า เนื่องจาก “การเจรจามีความคืบหน้าไปอย่างดี”

โดยการเลื่อนครั้งนี้จะทำให้เกิด “เส้นแดงใหม่” ของทำเนียบขาวคือ วันที่ 6 เมษายน (คำกล่าวของทรัมป์, 27 มีนาคม 2026) ซึ่งการเลื่อนเวลาของเส้นตายออกไป ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในทางระหว่างประเทศ

หรืออย่างน้อยก็ช่วยขยับความขัดแย้งใหญ่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านออกไปก่อน

แม้การเจรจาที่เกิดขึ้นอาจจะดูคลุมเครือ เพราะเป็นการเจรจาโดยการพูดคุยผ่านคนกลางคือ ปากีสถาน แต่อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ต่างฝ่ายต่างแสดงข้อเรียกร้องของตน

แม้ในภาพรวม โอกาสที่การเจรจาจะจบลงอย่างง่ายดายนั้น น่าจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับการเจรจาสันติภาพในยูเครน

การสื่อสารของทำเนียบขาว

ในขณะที่วิกฤตยังมีความตึงเครียดอยู่มากนั้น ผู้นำสหรัฐเปิด “เกมขู่” อีกครั้ง ด้วยการเคลื่อนย้ายกำลังรบของหน่วยนาวิกโยธินอเมริกันจากเอเชีย และกำลังส่งทางอากาศจากสหรัฐ กำลังเหล่านี้ถูกส่งเข้าพื้นที่ความขัดแย้งเพื่อสร้างแรงกดดันกับอิหร่านให้ต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ

การใช้กำลังทหารในการสร้างแรงกดดันต่อรัฐเป้าหมายนั้น ดูจะเป็นวิธีการปกติที่รัฐมหาอำนาจใช้ในการดำเนินนโยบายเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น และการสร้างแรงกดดันในลักษณะการข่มขู่เพื่อบีบบังคับเช่นนี้คือ การใช้ “การทูตภาคบังคับ” (Coercive Diplomacy) เพื่อให้รัฐเป้าหมายดังกล่าว ต้องยอมปฏิบัติตาม

และการกดดันของการใช้มาตรการการทูตเช่นนี้ มีนัยว่า รัฐมหาอำนาจพร้อมที่ยกระดับการข่มขู่ไปเป็นการใช้กำลังจริงด้วย หรือที่ในยุคหนึ่ง สิ่งนี้ถูกเรียกว่า “การทูตแบบเรือปืน” (Gunboat Diplomacy)

ฉะนั้น การส่งกำลังเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในทางยุทธการว่า สหรัฐเตรียมส่งกำลังทางบกเข้าปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านใช่หรือไม่ หรือจะรักษาระดับไว้เป็นเพียง “การข่มขู่ทางการทูต” ซึ่งเกิดคำถามอย่างมากว่า ผู้นำอิหร่านจะยอมต่อการขู่เช่นนี้เพียงใด

แต่หากสหรัฐตัดสินใจใช้กำลังจริงแล้ว ทุกฝ่ายตระหนักดีว่า การนำกำลังทางบกเข้าสู่อิหร่าน จะเป็นการยกระดับสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะผู้นำอิหร่านน่าจะไม่ยอมรับต่อสภาวะที่มีกองทัพต่างชาติบุกเข้ามาในดินแดนของอิหร่าน และอาจขยายตัวเป็นสงครามที่ใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะการขยายสงครามเข้าไปในพื้นที่ของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐประมาณการว่า สหรัฐจะบรรลุวัตถุประสงค์ของสงครามตามที่กำหนดไว้ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า หรือที่รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันกล่าวว่า สงครามจะจบลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า (คำกล่าวของมาร์โก รูบิโอ ในเวทีการประชุม G7) กระนั้น ก็ไม่มีความชัดเจนว่า สงครามจะยุติลงได้จริงตามที่ผู้นำอเมริกันคาดหวังไว้เพียงใด หรือสงครามจะยุติลงในลักษณะใด

ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เพราะกองทัพอิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีอิหร่าน เลบานอน รวมทั้งอิสราเอลได้หันกลับมาโจมตีกลุ่มฮูติในเยเมนอีกครั้ง (28 มีนาคม 2026) ซึ่งเท่ากับบ่งชี้ว่า แนวโน้มของสงครามยังอาจจะไม่ได้จบลงเร็วนัก เพราะสงครามในส่วนของอิสราเอลดูจะยังไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจากผู้นำอิสราเอลคงฉวยโอกาสในยามที่อิหร่านประสบความอ่อนแอทางทหารที่เป็นผลจากการถูกโจมตีอย่างหนัก โหมโจมตีอิหร่านให้หนักขึ้น

แม้ในอีกด้าน จะมีข่าวของการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านผ่านคนกลางคือ ปากีสถาน ซึ่งยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน แต่ก็คงต้องถือว่า เป็นข่าวดีชิ้นหนึ่ง ที่โลกพอจะสัมผัสได้ในเวลานี้ แม้จะยังไม่แน่นอนอย่างมากก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความน่ากังวลในทางยุทธศาสตร์ก็คือ การสื่อสารทางการเมืองของผู้นำสหรัฐ ที่ไม่มีความชัดเจน

ดังเช่นเมื่อมีการขีดเส้นตายด้วยการขู่และการแสดงกำลังแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดเส้นตาย กลับไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นจริง

ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า เมื่ออิหร่านตัดสินใจ “ข้ามเส้นแดง” แต่ก็ไม่มีอะไรตามมา

ดังนั้น “เส้นแดงบางๆ ของทรัมป์” จึงดูจะไม่มีความน่าเกรงขามเท่าใดนัก

เส้นแดง ที่ไม่แดง!

สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า สิ่งที่ในทางทฤษฎีเรียกว่า “ความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์” (strategic credibility) ของสหรัฐในการสงครามนั้น จะดำรงอยู่อย่างไร เพราะการไร้ความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์นั้น จะทำให้รัฐศัตรูไม่เพียงไม่ “เกรงใจ” ในทางการทูตเท่านั้น หากยังไม่ “เกรงกลัว” ในทางทหารอีกด้วย

ในทำนองเดียวกัน อิหร่านก็ไม่ใช่รัฐที่จะรู้สึก “หวั่นเกรง” กับบทบาทของสหรัฐแต่อย่างใด

แม้ศักยภาพทางทหารของอิหร่านไม่อาจเทียบเคียงกับสหรัฐได้เลย แต่อิหร่านก็เชื่อมั่นว่า ตนเองมีเครื่องมืออื่นที่จะใช้ในการตอบโต้กับสหรัฐ เช่น การก่อการร้ายโดยกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุน เป็นต้น

การกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงบริบทในทางยุทธศาสตร์ว่า ประธานาธิบดีโอบามาก็เคยถูกวิจารณ์อย่างมากในปี 2012 เพราะมีการขีดเส้นแดงจากทำเนียบขาว ที่จะไม่อนุญาตให้รัฐบาลซีเรียในขณะนั้น ใช้อาวุธเคมีในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

แต่เมื่อรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธดังกล่าวจริง ประธานาธิบดีอเมริกันก็ไม่ได้แสดงอาการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น จะมีเพียงก็เป็นการออกแถลงการณ์ประนาม และไม่ได้เข้าแทรกแซงอย่างจริงจัง จึงเสมือนกับการปล่อยให้รัฐบาลซีเรียก้าวข้ามเส้นแดงไปได้อย่างไม่เกิดอะไรขึ้น

หนึ่งในคนที่วิจารณ์โอบามาอย่างมากก็คือ ทรัมป์เอง … โอบามาถูกวิจารณ์ว่า “กลับไปกลับมา” ไม่มีความเอาจริงในเชิงนโยบาย

ซึ่งทรัมป์เองวันนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะเดียวกับโอบามาในปี 2012 แต่บางทีอาจจะหนักหน่วงกว่า เพราะทรัมป์ขีดเส้นแดงไว้หลายเส้น แต่ดูเหมือนผู้นำอิหร่านจะไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามเท่าใดนัก และผู้นำสหรัฐเองก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรจริงจัง จนดูเหมือนว่า คำแถลงของผู้นำสหรัฐไม่ได้มีน้ำหนักอะไรในเวทีสากล

(การกล่าวเช่นนี้มิได้มีนัยที่ต้องการเห็นผู้นำอเมริกันใช้กำลัง “ถล่ม” อิหร่านอย่างรุนแรง เป็นแต่การตั้งข้อสังเกตจากปัญหาการขีดเส้นแดงของทรัมป์)

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้ว สิ่งที่จะประสบความเสียหายอย่างมาก จะไม่ใช่เรื่องความเสียหายจากสงคราม แต่จะเป็นความเสียหายในทางการเมือง ซึ่งหมายถึงความเสียหายที่เกิดแก่ “ความน่าเชื่อถือ” ทางยุทธศาสตร์ของความเป็นผู้นำของสหรัฐในเวทีโลก หรือ “American Credibility” ในการเมืองระหว่างประเทศ

ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่กลัว!

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้นำสหรัฐจะตัดสินใจในท้ายที่สุดอย่างไรกับปัญหาอิหร่าน เพราะทรัมป์อาจชอบที่จะใช้กำลังทางทหารขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการขีดเส้นแดงในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ และเชื่อว่า กำลังทหารขนาดใหญ่จะเป็นเครื่องมือในการแก้วิกฤต เพราะฝ่ายตรงข้ามจะไม่กล้าข้าม

แต่ในทางตรงข้าม ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่กลัว และพร้อมที่จะก้าวข้ามเส้นแดงนี้แล้ว ผู้นำสหรัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อ …

สงครามครั้งนี้จึงเป็นความท้าทายต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐในยุคของทรัมป์อย่างมาก!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จาก The Thin Red Line สู่ The Trump Red Line

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...