ค้าภายใน เร่งคุมสต๊อกน้ำมันปาล์ม ดันใช้ B7-B20 บริหารส่งออกตามกลไกตลาด
ค้าภายใน แจงแผนบริหารจัดการสมดุลสต๊อกน้ำมันปาล์ม หลังเพิ่มผลิต B7-B20 ปล่อยส่งออก-ราคา ตามกลไก
เมื่อวันที่ 21 เมษายน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 2/2569 ณ กรมการค้าภายใน ว่า ในวันนี้ (21 เมษายน ) ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ภายใต้บริบทของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ภาครัฐมีนโยบายเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นส่วนผสมน้ำมันดีเซล B5 เป็น B7 และ B20 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งปกติการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การอุปโภคบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ การใช้ด้านพลังงาน และการส่งออก เมื่อความต้องการใช้ในภาคพลังงานเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสมดุลในภาพรวมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในมิติของการส่งออก เพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณใช้ภายในประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้กำหนดให้การส่งออกน้ำมันปาล์มต้องขออนุญาตล่วงหน้า โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามตัวเลขการส่งออกและนำมาวางแผนบริหารจัดการได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งที่ที่ผ่านมาได้อนุญาตให้ส่งออกทุกรายที่ขออนุญาต
นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในประเทศยังคงทรงตัว ส่วนที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือภาคพลังงาน จากเดิมช่วงที่ใช้ B5 มีการใช้น้ำมันปาล์มประมาณ 70,000 ตันต่อเดือน ปัจจุบันเมื่อมีการใช้ B7 และ B20 เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ขยับมาอยู่ที่ประมาณ 110,000 ตันต่อเดือน ขณะที่การส่งออกในเดือนเมษายนปีนี้ กายอนุญาตส่งออกทุกรายแล้ว กว่า 90,000 กว่าตัน
ในส่วนของราคาผลปาล์ม ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ราคารับซื้อผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ 6.60-7.20 บาทต่อกิโลกรัม ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% โดยการปรับตัวลดลงของราคาในระยะที่ผ่านมา เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลก รวมถึงภาวะตลาดในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาซีพีโอของมาเลเซียที่เคยปรับขึ้นไปถึงกว่า 39 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 36.4 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน
นายวิทยากร กล่าวว่า ความผันผวนของราคาในช่วงนี้ ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการซื้อขายในตลาด ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่รับซื้อไปใช้ด้านพลังงาน ผู้ส่งออก และผู้ซื้อที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้า ซึ่งแต่ละรายมีต้นทุนและภาระความเสี่ยงแตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังไม่นิ่ง สำหรับคุณภาพผลปาล์ม เกษตรกรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตัดผลผลิตที่สุกเหมาะสม เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่า 18% ซึ่งหากได้คุณภาพในระดับ 19-20% ก็จะส่งผลให้ขายได้ราคาดีขึ้น และยังช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
“การบริหารจัดการในช่วงนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะปริมาณการใช้ไบโอดีเซลขึ้นอยู่ทั้งกับการใช้ดีเซลในประเทศ และการตอบรับการใช้ B20 ของประชาชน หากการใช้ B20 มีความชัดเจนและขยายตัวต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มจะช่วยพยุงความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศได้ในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของการบริหารสมดุลให้เหมาะสม ทั้งด้านผลผลิต การใช้ และการส่งออก” นายวิทยากร กล่าว
สำหรับด้านผลผลิต นางอภิญญา นะมาตร์ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและภาวะแห้งแล้ง ส่งผลให้ผลปาล์มออกสู่ตลาดน้อยกว่าปีก่อน โดยมีการปรับประมาณการล่าสุดของเดือนมีนาคมจากเดิมคาดไว้ 2 ล้านตัน เหลือ 1.88 ล้านตัน เดือนเมษายนเหลือ 2.24 ล้านตัน และเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงผลผลิตสูงสุดของปี คาดว่าจะมีผลผลิตอยู่ที่ 2.506 ล้านตัน ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าผลผลิตเดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ 2.76 ล้านตัน
นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐดูแลให้การบริหารจัดการเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเป็นธรรม ทั้งในเรื่องการส่งออกและการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ด้านพลังงาน โดยไม่ให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายรับภาระเพียงด้านเดียว พร้อมขอให้กรมการค้าภายในติดตามตรวจสอบโครงสร้างราคารับซื้อผลปาล์มของโรงงานอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าราคารับซื้อมีการปรับลดลงต่อเนื่องในบางช่วง จนสร้างข้อสงสัยให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ ส่วนต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปัจจุบันปรับสูงขึ้นมาก ทั้งค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง จึงอยากให้ภาครัฐเข้าไปดูแลราคาปัจจัยการผลิตควบคู่กันด้วย
โดยเรื่องนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุ จะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาในวงประชุมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ราคาปัจจัยการผลิตปลายทางผิดไปจากกลไกตลาดมากเกินควร และหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ธงเขียวพลัส
ด้านผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม นายพีรณัฐ สวัสดิจันทร์ ผู้แทนบริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การกำหนดราคารับซื้อและการตัดสินใจทำธุรกิจในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาซีพีโอในตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเจรจากับคู่ค้า ต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อการซื้อขายส่งออกอ้างอิงเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ หากเงินบาทแข็งค่า ก็อาจทำให้ราคาที่คำนวณกลับมาแล้วไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ส่งผลให้บางช่วงผู้ประกอบการอาจหันมาพิจารณาจำหน่ายในประเทศมากขึ้น
ขณะที่ นายไพโรจน์ สวัสดิ์ตยวงศ์ ผู้แทนบริษัท สยาม ออยล์โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ระบุว่า การยื่นเอกสารและหลักฐานเพื่อขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มในขณะนี้ยังดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ได้มีอุปสรรคหรือติดขัดในทางปฏิบัติแต่อย่างใด สะท้อนว่ามาตรการให้แจ้งข้อมูลล่วงหน้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการภาพรวม มากกว่าจะเป็นการปิดกั้นการค้า
ในภาคพลังงาน นางสาวสุทัศษา สังข์สำราญ ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า การขยายจุดจำหน่าย B20 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยภายในวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา มีสถานีบริการที่พร้อมจำหน่ายประมาณ 100 แห่ง และคาดว่าภายในสิ้นเดือนเมษายนจะเพิ่มเป็นประมาณ 200 แห่ง ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลยืนยันว่า กำลังการผลิตในปัจจุบันยังสามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้ โดยสามารถผลิตได้เกือบ 170,000-180,000 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าระดับการใช้งานปัจจุบันที่อยู่ราว 100,000 ตันต่อเดือน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค้าภายใน เร่งคุมสต๊อกน้ำมันปาล์ม ดันใช้ B7-B20 บริหารส่งออกตามกลไกตลาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th