“นิพนธ์ พัวพงศกร” TDRI ชี้อนาคตเกษตรและอาหารไทย ทางรอด ทางเลือก และโอกาสใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ จัดเสวนาเรื่อง “อนาคตเกษตรและอาหารไทย ทางรอด ทางเลือก และโอกาสใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง” โดย รศ. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อ “3 เส้นทางอนาคต ของเกษตรกรไทย” ว่า ความสำเร็จในอดีตของภาคเกษตรไทยเกิดจากความเก่งบวกเฮง ที่ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีความเสี่ยงจากพายุน้อย ขณะเดียวกันเกษตรกรไทยก็มีความเก่งมายาวนาน ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีการกระจายพืชผล สามารถส่งออกข้าวไปยังประเทศเพื่อนบ้านและจีนตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่วันนี้เริ่มเห็นน้อยลง
อีกจุดเด่นที่ประสบความสำเร็จคือ มีการปรับนโยบาย สถาบัน กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค มีลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัย การเปิดเสรี ต่อมาเมื่อมีนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม มีเกษตรกรย้ายออกมาจากภาคเกษตรจำนวนมาก ทำให้อัตราการเติบทางเศรษฐกิจของไทยสูงมากเป็นลำดับต้นๆ ในโลก แต่เวลานี้อาจจะต่ำที่สุดในอาเซียน เพราะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหยุดปรับตัว
“จุดอ่อนที่ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันลดลง คือผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) โตช้ากว่าคู่แข่ง รวมทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรแก่ตัว น้ำชลประทานไม่เพียงพอ ขนาดฟาร์มแปลงเล็กลง ไปจนถึงความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากการทำเกษตรแบบถลุงทรัพยากร ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาใหม่อย่างการกีดกันทางการค้า เช่น เรื่อง CBAM และกำลังจะมีเรื่อง EUDR รวมถึงเรื่องอาหารไม่ปลอดภัย”
อีกสาเหตุที่เกษตรไทยอ่อนแอและแข่งขันไม่ได้ คือปัญหางานวิจัยที่อ่อนแอลง เพราะเป็นระบบแบบเบี้ยหัวแตกและแบ่งแยก ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่มีโรคระบาด หน่วยงานรัฐไม่เคยมีงบวิจัยและงบแก้ปัญหาที่เพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่และผลผลิตรวมลดลง ส่วนนักวิจัยที่เก่งด้านการปรับปรุงพันธุ์ ปัจจุบันแทบไม่มีคนรุนใหม่ เพราะขาดแรงจูงใจ อีกทั้งนโยบายส่งเสริมการเกษตรอ่อนแอ เพราะเน้นแต่การแจกปัจจัยการผลิตเพื่อค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับนโยบายอุดหนุนเกษตรแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้เกษตรกรไม่ปรับตัว ผลก็คืออ่อนแอ
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังโชคดีที่มีโอกาสและความหวังจาก young smart farmers และกลุ่มเกษตรกรมืออาชีพสมัยใหม่ในรูปแบบบริษัทเอกชน รวมถึงเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมมือกับภาคเอกชน แล้วใช้เทคโนโลยีใหม่สร้างตลาดสินค้าเกษตร สร้างอาหารสมัยใหม่ ด้วยมาตรฐานสากล โดยปัจจุบันมีบริษัทเอกชนไทยที่เข้มแข็งหลายแห่งได้หันมาส่งเสริมเกษตรกรอย่างจริงจัง เป็นโมเดลการส่งเสริมแทนรัฐ
ขณะที่โอกาสด้านเทคโนโลยีก็มีโอกาสจากเกษตรอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การทำ precision agriculture, การผลิตมูลค่าสูง เช่น ข้าวคาร์บอนต่ำ, เศรษฐกิจชีวภาพ (bioeconomy), เกษตรยั่งยืนและเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (climate smart agriculture) ที่แก้ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอาหาร เช่น การตรวจสอบย้อนกลับ มาตรฐานที่ยั่งยืน เป็นต้น
3 เส้นทาง อนาคตเกษตรกรไทย
ดังนั้นจึงมองว่า อนาคตของเกษตรกรไทยมีหลากหลายเส้นทาง โดยงานวิจัยของทีดีอาร์ไอพบว่ามีอย่างน้อย 3 เส้นทาง
เส้นทางแรกคือ เกษตรกรมืออาชีพที่ผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม โดยการรวมกลุ่มแบบบริษัท และเพิ่มบทบาทการทำหน้าที่คนกลาง
เส้นทางที่สองคือ ครัวเรือนเกษตรมืออาชีพแปลงใหญ่แบบยุโรปที่มีคนทำงานในฟาร์มน้อย แต่ใช้เครื่องจักรกลในการผลิตสินค้ามวลชน ผลิตภาพเพิ่มขึ้นกว่าฟาร์มเล็ก ต้นทุนลดลง
เส้นทางที่สามคือ โยกย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรให้เหลือเพียง 8-10% ของแรงงานทั้งหมด แต่ยังคงสัดส่วนรายได้เกษตรที่ 8-9% ของจีดีพีรวม เพื่อทำให้รายได้ต่อหัวของเกษตรกรเท่ากับรายได้ต่อหัวของแรงงานนอกภาคเกษตร ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นเรื่องยากที่สุด เพราะเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างระยะยาว
ดร.นิพนธ์กล่าวว่า สาระสำคัญของเส้นทางสู่เกษตรแปลงใหญ่ คือการรวมแปลงที่ดีหรือทำเกษตรแบบรวมกลุ่มเพื่อให้ได้ผลิตภาพสูงกว่า เช่น รวมแปลงเล็กให้เป็นแปลงใหญ่ 25-50 ไร่ มากกว่านั้นคือต้องปรับที่ในนาให้เสมอกันเพื่อเพิ่มผลผลิต หากไม่ปรับอาจไปไม่รอด หรือหากเป็นแปลงเล็ก ที่ดินไม่พอ ต้องหาพืชที่สามารถปลูกได้หลายรอบเพื่อให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอตลอดปี มีรายได้ตลอดปี เช่น กล้วย เป็นต้น
ทั้งยังมีเรื่องมาตรการส่งเสริมต่างๆ เช่น การแก้กฎหมายค่าเช่าที่ดินที่เป็นอุปสรรคทำให้คนไม่ปล่อยเช่า แก้กฎหมายบังคับคดีเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่ดิน โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องรวมกลุ่มเกษตรกรทำธุรกิจแบบเอกชน ไม่ใช่สหกรณ์ แล้วต้องสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรกับโรงงานแปรรูป ซึ่งคือบทบาทคนกลาง รวมทั้งส่งเสริมการกระจายพืชผลให้ได้ผลผลิตตลอดปี
“งานศึกษาธนาคารโลกพบว่า ปัจจุบันเราอาศัยคนกลาง โดยเกษตรกรได้ส่วนแบงรายได้ตลอดห่วงโซ่ 20% แต่บางประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์แบบ มีแพลตฟอร์มต่างๆ พบว่าส่วนแบ่งของเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันมีรายได้ถึง 55% เพราะเขาเล่นบทบาทคนกลางมากขึ้น สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมาก หากไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ดังนั้นต้องพัฒนาทักษะ มีทัศนคติด้านบริหารจัดการความเสี่ยงแบบใหม่ ถ้าไม่มีทักษะฝีมือเรื่องการทำมาตรฐานสินค้า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องประเมินคุณภาพวัตถุดิบ ก็ไปไม่รอด”
“ส่วนเส้นทางการออกจากเกษตร เป็นอีกเส้นทางที่สำคัญมาก ต้องย้ายแรงงานเกษตรออกไปทำงานนอกเกษตรอีก 10% ของแรงงานทั้งหมด แล้วสร้างงานในชนบท ในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สร้างงานที่กรุงเทพฯ หรือที่ EEC ซึ่งเป็นนโยบายใหญ่เรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เรียกว่า “การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ” ถ้าเศรษฐกิจเสรี เชื่อว่าการกระจายอำนาจทางการเมืองจะไม่ยาก ดังที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยกล่าวว่า เสรีภาพทางการเมืองจะมีไม่ได้ ถ้าไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ”
ส่งเสริมธุรกิจในห่วงโซ่ “อุตสาหกรรมอาหาร”
ดร.นิพนธ์กล่าวว่า การทำเรื่องการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรก็คือ “อุตสาหกรรมอาหาร” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้สูง ดังนั้น ควรมีนโนบายส่งเสริมธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่ากลางน้ำและปลายน้ำของอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมอาหาร ส่งออกอาหารสมัยใหม่ งานบริการด้านอาหาร และสร้างงานรายได้ดีรองรับแรงงานเกษตร
ตัวอย่างเช่น เพิ่มการผลิตสินค้าแปรรูปสมัยใหม่ functional foods เช่น อาหารสุขภาพ โปรตีนจากพืช อาหารที่มีมาตรฐานยั่งยืน ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสร้างผลิตภัณฑ์อาหารหรือเกษตรชนิดใหม่ เช่น ซอสจากจาวมะพร้าว, tissue culture จากมะพร้าวน้ำหอมและพืชบางชนิด แม้กระทั่งใช้วัตถุดิบที่นำเข้ามาส่งออกได้ เช่น ไทยผลิตอาหารสัตว์เป็นอันดับสี่ของโลกทั้งที่ไม่มีวัตถุดิบ เพราะฉะนั้น นโยบายเปิดเสรีเรื่องนำเข้าวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะสร้างอนาคต สร้างรายได้
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การจำกัดให้เกษตรกรทำอาชีพที่ยากจน คือปลูกข้าวโพดแล้วเผาข้าวโพด แล้วบอกว่าปกป้องเกษตรกร นั่นไม่ใช่เป้าหมายในการพัฒนาประเทศ เป็นเป้าหมายที่เห็นแก่ตัวมาก แต่เป้าหมายใหม่คือจะทำอะไรก็ตาม ต้องเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร”
ลงทุนวิจัยเทคโนโลยีและทุนมนุษย์อย่างจริงจัง
ดร.นิพนธ์กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเกษตรและอาหารที่สำคัญ ได้แก่ กำหนดเป้าหมายการปรับโครงสร้างหรือ “HERS” คือ Health อาหารเพื่อสุขภาพ, Equity สร้างความเป็นธรรมและการแข่งขันอย่างเท่าเทียม, Resilience เพิ่มความยืดหยุ่นความสามารถในการปรับตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และ sustainability การพัฒนาอย่างยั่งยืน รักษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
ดังนั้น บทบาทรัฐคือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างกฎกติกา สถาบัน และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเกษตรกรและธุรกิจ และใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ งานใหญ่ของรัฐคือเพิ่มการ “ลงทุน” และ “วิจัย” ในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัล ขณะที่บทบาทภาคเอกชนคือ การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
อีกเรื่องใหญ่ที่ต้องกลับมาลงทุนครั้งสำคัญ คือการลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” เพราะทุกครั้งที่ภาคเกษตรประสบความสำเร็จ มาจากการลงทุนเรื่องคนทั้งสิ้น แต่วันนี้เรายังไม่ทำ ครั้งสุดท้ายที่มีการลงทุนให้ทุนวิจัยนักเรียนไทยไปเรียนด้านไบโอเทคประมาณ 200 คน คือสมัยการทำแผนอุดมศึกษาที่มีอาจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นประธาน แต่วันนี้คนจำนวนนั้น 200 กำลังเข้าวัยเกษียณ ดังนั้น วันนี้เราต้องทำใหม่ ต้องส่งคนไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะในด้าน “gene editing” และ “เกษตรกรรมฟื้นชีวิต” เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องลงทุน
นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนระบบการส่งเสริมเกษตรจากการที่รัฐเป็นผู้คิดโครงการ ดำเนินการ และประเมินผล เป็นระบบ 4 ประสาน คือ รัฐ, กลุ่มเกษตรกร, เอกชนและประชาสังคม และฝ่ายวิชาการ ยกตัวอย่างในเยอรมัน มีการ privatization ระบบส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาทำ โดยเอกชนนั้นเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ซึ่งอาจจะต้องเริ่มทดลองทำในไทย
อีกเรื่องสำคัญคือ การปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะเรื่องการจัดการวิกฤติ “น้ำ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากที่ยังไม่สามารถบูรณาการจัดการน้ำได้ แต่โชคดีมีตัวอย่างโครงการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริของสำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและมูลนิธิอุทกพัฒน์ ที่ประสบความสำเร็จใน 24 ชุมชน โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ และไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาการซื้อขายสิทธิในการใช้น้ำระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำต่างๆ ที่ทำกันแล้วในหลายประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังมีเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชทนร้อน ทนแล้ง, การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต ที่หวังว่าจะมีการผ่านกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ต้องเป็นสมาชิก UPOV (สหภาพนานาชาติเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) การแก้ไขกฎหมายวิจัย GMO โดยไม่ต้องไปขออนุมัติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องคุยกันให้ตกว่าจะเอาอย่างไร
สุดท้ายคือปรับระบบอุดหนุนแบบให้เปล่า จากระบบไม่มีเงื่อนไข เป็นระบบมีเงื่อนไขใหม่ที่สนับสนุนการปรับตัวตรงตามความต้องการและข้อจำกัดของเกษตรกร ให้เกษตรกรคิดเองว่าจะทำอะไร แล้วให้เขาเป็นคนเสนอ เช่น เพิ่มผลิตภาพ ลดการใช้น้ำ ใช้ปุ๋ยและพันธุ์ที่เหมาะสม ฯลฯ
สร้าง“แพลตฟอร์ม” ด้านเกษตรและอาหาร
ทั้งนี้ ในการเสวนายังมีการอภิปรายถึง “บทบาทของหุ้นส่วนเกษตรกรและเอกชน ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร” รวมถึงเรื่อง “โอกาสจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม” โดยมีวิทยากรทั้งจากเกษตรกร โรงสี ภาคเอกชน นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ร่วมกันอภิปรายเพื่อค้นหาแนวทางอนาคตของภาคเกษตรและอาหารไทยที่เป็นไปได้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิอากาศ ไปจนถึงความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังดันราคาน้ำมัน ปุ๋ย และต้นทุนการผลิตอาหารทั้งระบบให้พุ่งสูงขึ้น
ดร.นิพนธ์กล่าวว่า โจทย์ของการ transform ภาคเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีเกษตรกร ภาคเอกชน และฝ่ายต่างๆ ได้มีการทำเรื่องต่างๆ ที่กล่าวไปบ้างแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ทว่าเรื่องใหญ่คือการขยายขนาดเรื่องเหล่านี้ขึ้นไป แล้วใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นตัวนำ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากในแง่นโยบายของรัฐบาลที่มักจะนึกถึงการเมืองเป็นหลัก เน้นเป้าหมายระยะสั้น เพื่อให้ได้คะแนนเสียงระยะสั้น
“แต่เวลานี้โจทย์ของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเป้าหมายระยะสั้น แต่เป็นเป้าหมายระยะกลาง ระยะยาว และจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการผลิต ระบบการค้าของเรา ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะนำทิศทางต่างๆ ไปจับประเด็น แล้วแปลงเป็นนโยบายให้ได้”
พร้อมบอกว่า สิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งคือการทำ “แพลตฟอร์ม” ด้านการเกษตรและอาหาร เพราะปัจจุบันมีข้อมูลจากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การแปลงระบบการซื้อขาย หรือการทำธุรกรรมต่างๆ เป็นแพลตฟอร์ม จะทำให้ส่วนแบ่งของเกษตรกรจาก value chain ของเกษตรและอาหารทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากทำแพลตฟอร์มตรงนี้สำเร็จ จะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่มาจากการเพิ่ม productivity ในฟาร์มตัวเอง และรายได้จากการทำงานเป็นบทบาทคนกลาง ในการรวมกลุ่มนำสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน ไปขายให้กับโรงงานแปรรูปที่ได้ราคาสูงขึ้นต้นทุนต่ำลง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
อีกส่วนหนึ่งคือ ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายคน ได้ขยับขยายไปสู่การทำอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งนอกจากจะทำให้สินค้ามีราคาสูงแล้ว คนงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานประเภทนี้ก็มีรายได้สูงขึ้นมากกว่าการทำเกษตร ซึ่งอาจเป็นความหวังของประเทศไทย เพราะเรามีโอกาสจากฐานทรัพยากรมนุษย์ที่มีจำนวนและความสามารถเยอะพอสมควร แต่ปัญหาคือเรายังทำกันเป็นจุดๆ เล็ก ดังนั้นจะเชื่อมโยงอย่างไร จะ scaling up อย่างไร สร้างเครือข่ายการทำอย่างไร ที่สำคัญคือ แพลตฟอร์มนี้หน้าตาจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีคำตอบ แต่เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก หากเราคิดแพลตฟอร์มตรงนี้ได้สำเร็จ
“ตัวแลขจากรายงานธนาคารโลกระบุชัดว่า ประเทศที่มีระบบการค้าสำหรับเกษตรกรเป็นระบบที่อาศัยแพลตฟอร์ม มูลค่าของส่วนแบ่งรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับ จะขึ้นจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 20% ไปเป็น 50% ซึ่งในความเป็นจริง แค่ขึ้นไปถึง 40% ก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว”
“เพราะฉะนั้น โจทย์เรื่องแพลตฟอร์มจึงเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดว่าเราจะ scaling up ตรงนี้ให้เกิดขึ้นอย่างไร รูปแบบแพลตฟอร์มหน้าตาเป็นยังไง ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรทำ”
“อีกทั้งวิธีการส่งเสริมภาคเกษตรของรัฐบาลก็ต้องปรับ เพราะทุกวันนี้ไม่ได้ผลแล้ว การส่งเสริมจะต้องมาจากข้างล่างขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรให้ scaling up ความต้องการและความจำเป็นจากข้างล่างสะท้อนขึ้นมาถึงข้างบน แล้วตอบสนองความต้องการนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นกระบวนการ เป็นการออกแบบสถาบัน ออกแบบรูปแบบการทำนโยบายของรัฐที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป”
“ปัจจุบัน นโยบายส่งเสริมภาคเกษตร รัฐบาลเป็นคนคิด หน่วยราชการเป็นคนคิด หน่วยราชการเป็นคนทำ หน่วยราชการเป็นคนประเมิน มันเป็น one size fits all ตลอดเวลา ไม่สนองความต้องการของคนข้างล่าง ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องแก้ หากแก้ 2-3 เรื่องนี้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาปัญหาภาคเกษตรของประเทศได้” ดร.นิพนธ์กล่าว