โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

GCAP GOLD ชี้สัญญาณ Stagflation ระยะต้น กดดันหุ้น-บอนด์ร่วงคู่ ย้ำทองคำจ่อรับอานิสงส์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 04.59 น.

วิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเปราะบางจากปัจจัยเงินเฟ้อฝังลึกและวิกฤตพลังงาน คาดดอลลาร์-Bond Yield แข็งค่ากดดันราคาทองคำระยะสั้น เปิดโอกาสสะสมที่ระดับ $4,400 ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อนโยบายการเงินเข้าสู่ทางตัน ส่งผลทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงหลัก

7 พฤษภาคม 2569 - บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) รายงานบทวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยระบุถึงสัญญาณเตือนภัยสำคัญจากการที่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน ซึ่งในเชิงสถิติทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อสูงในระยะเริ่มต้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดการเงินโลกตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด ประเมินว่าโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีปัจจัยเร่งจากแรงกดดันด้านพลังงานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและระดับเงินเฟ้อทั่วโลก

“การกอดคอปรับตัวลงของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร คือสัญญาณเตือนภัยเชิงประวัติศาสตร์ที่โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปราะบางที่สุด และเริ่มสะท้อนสัญญาณ Stagflation ระยะแรกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นของวัฏจักรที่เอื้อต่อการกลับมาของทองคำในระยะถัดไป”

สถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเป็นระยะเวลานาน (Higher for Longer) ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำในระยะสั้น เนื่องจากทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) อยู่ในระดับที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามวัฏจักร Stagflation แม้ทองคำจะไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นทันทีในช่วงแรก แต่หากเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้นจนนโยบายการเงินเริ่มมีข้อจำกัดในการเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ทองคำจะเปลี่ยนบทบาทเข้าสู่การเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Hedge)

“ระยะกลางถึงยาวโครงสร้าง Stagflation จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทองคำกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะหากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อฝังลึก ซึ่งจะเร่งให้เงินเกิดการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ”

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่าในระยะสั้นราคาทองคำจะมีความผันผวนสูง โดยมีการเคลื่อนไหวในลักษณะย่อตัวเพื่อสะสมกำลังมากกว่าการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแนะนำให้นักลงทุนระยะกลางถึงยาวใช้จังหวะที่ราคาปรับฐานเข้าหาแนวรับสำคัญเป็นโอกาสในการสะสม

“นักลงทุนควรคอยจังหวะที่ราคาปรับฐานลงใกล้บริเวณ $4,400 ซึ่งคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,500 – 68,200 บาท เนื่องจากเป็นฐานแรงซื้อสำคัญที่เคยรองรับการปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2568 และเป็นโซนที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างราคาสินทรัพย์ในระยะยาว”

ในส่วนของนักลงทุนระยะสั้น บทวิเคราะห์แนะนำให้เน้นการทำกำไรตามรอบการแกว่งตัว (Swing Trading) โดยใช้กลยุทธ์เข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงใกล้แนวรับและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวทดสอบแนวต้าน พร้อมกำชับให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ชัดเจน เพื่อรับมือกับความผันผวนจากตัวเลขเศรษฐกิจและทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่มีความไม่แน่นอนสูงในขณะนี้

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง-ราคาน้ำมัน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...