GCAP GOLD ชี้สัญญาณ Stagflation ระยะต้น กดดันหุ้น-บอนด์ร่วงคู่ ย้ำทองคำจ่อรับอานิสงส์
วิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเปราะบางจากปัจจัยเงินเฟ้อฝังลึกและวิกฤตพลังงาน คาดดอลลาร์-Bond Yield แข็งค่ากดดันราคาทองคำระยะสั้น เปิดโอกาสสะสมที่ระดับ $4,400 ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อนโยบายการเงินเข้าสู่ทางตัน ส่งผลทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงหลัก
7 พฤษภาคม 2569 - บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) รายงานบทวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยระบุถึงสัญญาณเตือนภัยสำคัญจากการที่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน ซึ่งในเชิงสถิติทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อสูงในระยะเริ่มต้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดการเงินโลกตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด ประเมินว่าโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีปัจจัยเร่งจากแรงกดดันด้านพลังงานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและระดับเงินเฟ้อทั่วโลก
“การกอดคอปรับตัวลงของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร คือสัญญาณเตือนภัยเชิงประวัติศาสตร์ที่โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปราะบางที่สุด และเริ่มสะท้อนสัญญาณ Stagflation ระยะแรกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นของวัฏจักรที่เอื้อต่อการกลับมาของทองคำในระยะถัดไป”
สถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเป็นระยะเวลานาน (Higher for Longer) ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำในระยะสั้น เนื่องจากทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) อยู่ในระดับที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามวัฏจักร Stagflation แม้ทองคำจะไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นทันทีในช่วงแรก แต่หากเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้นจนนโยบายการเงินเริ่มมีข้อจำกัดในการเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ทองคำจะเปลี่ยนบทบาทเข้าสู่การเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Hedge)
“ระยะกลางถึงยาวโครงสร้าง Stagflation จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทองคำกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะหากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อฝังลึก ซึ่งจะเร่งให้เงินเกิดการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ”
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่าในระยะสั้นราคาทองคำจะมีความผันผวนสูง โดยมีการเคลื่อนไหวในลักษณะย่อตัวเพื่อสะสมกำลังมากกว่าการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแนะนำให้นักลงทุนระยะกลางถึงยาวใช้จังหวะที่ราคาปรับฐานเข้าหาแนวรับสำคัญเป็นโอกาสในการสะสม
“นักลงทุนควรคอยจังหวะที่ราคาปรับฐานลงใกล้บริเวณ $4,400 ซึ่งคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,500 – 68,200 บาท เนื่องจากเป็นฐานแรงซื้อสำคัญที่เคยรองรับการปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2568 และเป็นโซนที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างราคาสินทรัพย์ในระยะยาว”
ในส่วนของนักลงทุนระยะสั้น บทวิเคราะห์แนะนำให้เน้นการทำกำไรตามรอบการแกว่งตัว (Swing Trading) โดยใช้กลยุทธ์เข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงใกล้แนวรับและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวทดสอบแนวต้าน พร้อมกำชับให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ชัดเจน เพื่อรับมือกับความผันผวนจากตัวเลขเศรษฐกิจและทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่มีความไม่แน่นอนสูงในขณะนี้