‘ชาย เอี่ยมศิริ’ CEO การบินไทย ผ่านมาหลายวิกฤต..วันนี้เราแข็งแกร่งแล้ว
ธุรกิจการบินถือเป็น 1 ในธุรกิจหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของไทย โดในปี 2562 ก่อนโควิดซึ่งเป็นปีที่ดีที่สุดของภาคการท่องเที่ยวไทย ประเทศไทยมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยาน (สนามบิน) รวม 161.81 ล้านคน ปี 2567 ภาคการท่องเที่ยวของประเทศเริ่มพลิกฟื้นจากวิกฤตโควิด มีผู้โดยสารรวม 140.60 ล้านคน และเพิ่มเป็น 145.10 ล้านคนในปี 2568 ที่ผ่านมา
สะท้อนชัดว่าธุรกิจการบินคือเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนทั้งในประเทศและในภูมิภาค โดยในปี 2569 นี้คาดการณ์กันว่าธุรกิจการบินของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยประเมินว่ารายได้ธุรกิจสนามบินจะเพิ่มขึ้นถึง 13.4% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก
ในโอกาสที่หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ครบรอบ 50 ปีในปีนี้ คอลัมน์พิเศษ “50 Impact” ฉบับนี้พบกับสัมภาษณ์พิเศษ “ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารที่ทำงานในองค์กรการบินไทยนานที่สุด และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการ และบริหารองค์กรให้กลับมามีกำไรได้ในปัจจุบัน มาร่วมถ่ายทอดบทเรียนการก้าวข้ามวิกฤต และโจทย์ที่ท้าทายของอุตสาหกรรมการบินของไทย
สายการบิน UAE-โลว์คอสต์บีบ Full Service
“ชาย เอี่ยมศิริ” บอกว่า การบินไทยก่อตั้งมาเมื่อปี 1960 (พ.ศ. 2503) วันนั้นมีบริษัทแม่คือบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด ซึ่งทำการบินในประเทศ ส่วน “การบินไทย” ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะทำเป็นการบินที่บินไปต่างประเทศ โดยมี SAS (Scandinavian Airlines System) เป็นพันธมิตรร่วมก่อตั้ง เป็นพี่เลี้ยงวางระบบบริหารและพัฒนาบุคลากร ต่อมาเขาก็ขายหุ้นคืนให้การบินไทยมาบริหารเอง
“เมื่อ 40 ปีที่แล้วสมัยที่ผมเข้ามาทำงานยังมีบุคลากรที่เป็นคนจาก SAS อยู่ ซึ่งต้องขอบคุณ SAS ที่มาสร้างพื้นฐานให้กับการบินไทยไว้ในวันนั้น แต่รากฐานนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้ แม้กระทั่ง SAS วันนี้เขายังประสบปัญหา เขาก็ต้องปรับปรุง ขายกิจการออกไป”
ปี 2569 นี้ “การบินไทย” อายุ 66 ปีแล้ว ซึ่งในระยะต้น ๆ มีผลประกอบการที่ดีมาก แต่ในช่วงย้อนหลังจากนี้ไป 10 กว่าปีก็เริ่มประสบปัญหาเรื่องการแข่งขัน และภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นจากการเกิดขึ้นของสายการบินตะวันออกกลาง (UAE) ที่มาเพิ่มการแข่งขันและสร้างฮับมาดึงทราฟฟิกในประเทศรวมไปถึงในภูมิภาคนี้ไป และการเกิดขึ้นของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ (LCC)
ทำให้สายการบินที่เป็น Full Service Airline ซึ่งรวมถึงการบินไทยได้รับผลกระทบทั้งซ้ายและขวา และกลายเป็นแซนด์วิชที่ถูกบีบอยู่ตรงกลาง ซึ่งแม้จะปรับตัวแต่เนื่องด้วยการบินไทยในอดีตมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ด้วยกฎระเบียบ และด้วยไมนด์เซตที่สร้างสมกันมาในอดีตจึงไม่สามารถที่จะปรับตัวรับมือการแข่งขันที่รุนแรงนี้ได้
“โควิด” ตัวเร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่
จนมาถึงเมื่อปี 2020 (พ.ศ. 2563) การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดเป็นตัวเร่งทำให้การบินไทยต้องตัดสินใจปรับโครงสร้าง เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ซึ่งการบินไทยก็สามารถดำเนินงานได้ตามแผนฟื้นฟู แล้วส่งมอบสิ่งที่เราให้คำมั่นสัญญากับเจ้าหนี้ไว้ได้จนถึงออกจากกระบวนการฟื้นฟูเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2568 และกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อีกครั้งในเดือนสิงหาคมปี 2568 เช่นกัน
“ชาย เอี่ยมศิริ” ย้ำว่า ส่วนตัวมองว่าการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการออกจากความเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วมาบริหารแบบเอกชนเต็มรูปแบบ วัดกันด้วยผลประกอบการ หรือ Performance ซึ่งต่างจากก่อนหน้านั้นที่การตัดสินใจส่วนใหญ่จะยึดความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่ดูว่าธุรกิจไปได้หรือไม่
“การบินไทยเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอดในช่วงกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเอกชนเต็มรูปแบบแล้ว เรามีการจ้างงานในประเทศไทยเป็นล้านคน อะไรที่ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นโดยที่การบินไทยไม่ได้เสียประโยชน์หรืออาจจะได้ประโยชน์น้อยลงเราสนับสนุนหมด”
66 ปีผ่านมาหลากหลายวิกฤต
เมื่อถามว่า ถ้าไม่นับ “วิกฤตโควิด” การบินไทยเจอวิกฤตหนัก ๆ มากี่รอบ “ชาย เอี่ยมศิริ” บอกว่า ในรอบ 66 ปีที่ผ่านมาการบินไทยเผชิญกับหลากหลายวิกฤตและหนักทุกวิกฤต เพราะธุรกิจการบินก็มีความเปราะบางและมีความผันผวนสูงมาก ทั้งเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดไกลแต่ผลกระทบก็มาถึง เรื่องของ “ต้นทุนพลังงาน” ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงเรื่องของ “กฎระเบียบ” ระดับนานาชาติ ไม่ใช่แค่กฎระเบียบของประเทศไทย
“วันนี้เรามีปัญหาเรื่องต้นทุนราคาพลังงาน ถามว่าการบินไทยหรืออุตสาหกรรมการบินเคยผ่านวิกฤตนี้มาไหม ก็ต้องบอกว่าเคยครับ เพราะวิกฤตน้ำมันเกิดขึ้นมาแล้วหลายรอบ ไม่ว่าจะในปี 2008 ปี 2015 แม้สาเหตุการเกิดจะคนละรูปแบบแต่ผลของมันก็คือทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ปัญหาตะวันออกกลางรอบนี้กระทบหนักและนานกว่าที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้”
เพียงแต่วิกฤตรอบนี้การบินไทยมีความแข็งแกร่งทางด้านสถานะทางการเงินมากกว่าครั้งก่อน ๆ ทั้งนี้เป็นผลจากที่การบินไทยเรามีบทเรียนจากช่วงโควิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารสายการบินคือเงินสด และนี่คือเหตุผลที่เราต้องรักษากระแสเงินสดไว้ในกระเป๋ามากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ นอกจากนี้สิ่งที่ยังถือว่าดีอยู่คือสายการบินยังให้บริการได้และยังมีเงินไหลเข้า แม้จะมีการหดตัวของการเดินทางบ้างในบางพื้นที่
ตักตวงดีมานด์-หาจุดสมดุลที่องค์กรอยู่ได้
“ชาย เอี่ยมศิริ” บอกด้วยว่า สิ่งที่ “การบินไทย” ต้องทำในวิกฤตนี้คือ การตักตวงดีมานด์ที่เหลืออยู่ โดยทำอย่างไรก็ได้ให้สามารถดึงผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางหันมาเดินทางผ่านการบินไทย โดยท่ามกลางปรากฏการณ์ของสายการบินต่าง ๆ ทยอยลดเที่ยวบินในช่วงที่ผ่านมานั้นการบินไทยยังปลดความถี่ในบางเส้นทางเฉพาะเดือนพฤษภาคมนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณแค่ 4-5% เท่านั้น
“ตามแผนปีนี้เราตั้งเป้าว่าจะโตประมาณ 4-5% การปรับลดความถี่ในบางเส้นทางไป 4-5% ยังไม่มีนัยสำคัญต่อรายได้รวมมากนัก เหมือนเรากลับไปสู่ปีที่แล้ว แต่เราก็ระมัดระวังในการปรับแผนการบินในช่วงนี้ โดยปรับทีละสเต็ป เพราะหากลดยาวอาจทำให้เราเสียโอกาสในการหารายได้”
และบอกด้วยว่า ด้วยความแข็งแกร่งขององค์กรในวันนี้ทำให้การบินไทยได้เปรียบคู่แข่ง และยังเชื่อตลอดว่าในวิกฤตมีโอกาสเสมอถ้าเราจะเสาะแสวงหา ซึ่งในวิกฤตรอบนี้เราก็มองเห็นโอกาสว่าผู้โดยสารมองหาการเดินทางแบบบินตรงมากขึ้น เนื่องจากเส้นทางไปต่อเครื่องที่อื่นมีความเสี่ยงต่อแผนการเดินทาง เป็นต้น
“วันนี้ปัจจัยด้านราคาก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่ผู้โดยสารมอง เราก็ต้องเฝ้าดูว่า Cap ราคาเราควรห่างจากสายการบินอื่นแค่ไหนด้วย เพราะแพงไปเราก็ขายไม่ได้ หรือขายถูกไปเราก็ขาดทุน แต่ถ้าต่างกัน 5-10% ผมว่าไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ดังนั้นเราต้องหาส่วนผสมที่ถูกต้องและหาจุดสมดุลที่จะทำให้องค์กรสามารถอยู่ได้”
ขยายธุรกิจ Non-Aviation ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน
ซีอีโอการบินไทยยังบอกอีกว่า วันนี้การบินไทยมีธุรกิจสายการบินที่แข็งแกร่ง มีสัดส่วนรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า (Cargo) คิดเป็นประมาณ 90-95% ของรายได้ ความท้าทายใหม่หลังจากนี้คือการรุกขยายธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับผู้โดยสาร (Non-Aviation) เช่น บริการคาร์โก้ บริการ Catering บริการภาคพื้น ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ยังเป็นแค่หน่วยสนับสนุน แต่ในอนาคตข้างหน้าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
โดยแผนลงทุนขนาดใหญ่คือ โครงการลงทุนซ่อมอากาศยาน หรือ MRO ซึ่งเบื้องต้นของหลักการลงทุนในโครงการนี้คือการรองรับการซ่อมบำรุงเครื่องบินของตัวเอง ส่วนที่เหลือจะเป็นการหารายได้เพิ่มเติมจาก Asset ของการลงทุนโดยผู้ลงทุนหลักเป็นการบินไทยซึ่งตั้งบริษัทลูกไว้แล้ว ส่วนกิจกรรมย่อยที่อยู่ในพื้นที่เราจะดึงพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญมาลงทุน
“เราต้องรับดำเนินการเพราะการลงทุนกว่าจะเสร็จต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี และเครื่องบินลอตใหญ่เรามีกำหนดเข้ามาปี 2028 พอเครื่องใหม่เข้ามาฝูงปัจจุบันก็ต้องซ่อมบำรุง ถ้าศูนย์ซ่อมเราไม่เสร็จเราต้องส่งเครื่องไปซ่อมบำรุงต่างประเทศ”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสายการบินซึ่งเป็นธุรกิจหลักนั้น การบินไทยยังมีเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีมาร์เก็ตแชร์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ถึง 20% ซึ่งนับว่าเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับความเป็นสายการบินเจ้าบ้าน (Home Base) ทั่วไปที่มีมาร์เก็ตแชร์ราว 40-50%
พร้อมทิ้งท้ายว่า วันนี้ “การบินไทย” มีผลประกอบการที่ดี ปีที่ผ่านมากำไรเกือบ 3 หมื่นล้านบาท Net Profit Margin 16% สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แข็งแรงพอที่จะมองไปข้างหน้าแล้ว…
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ CEO การบินไทย ผ่านมาหลายวิกฤต..วันนี้เราแข็งแกร่งแล้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net