โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจบาดแผลจากการเลย์ออฟอันแสนเย็นชา เมื่อการเลิกจ้างอาจสร้างรอยร้าวไปทั้งบริษัท

The MATTER

เผยแพร่ 08 เม.ย. เวลา 10.37 น. • Lifestyle

เราเสียใจที่ต้องแจ้งให้ทราบว่าคุณถูกปลดจากตำแหน่ง

หากจัดอันดับสิ่งที่พนักงานประจำไม่อยากได้เจอมากที่สุด การถูกปลดออกจากงานคงเป็นอันดับแรกๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่ว่าใครต่างก็ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี ทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปในงานทั้งหมด หวังว่าตัวเองจะกลายเป็นกำลังสำคัญของบริษัทในวันข้างหน้า แต่ความหวังอาจพังลงได้ในพริบตา เมื่อจู่ๆ บริษัทมอบแพ็คเกจเลิกจ้างโดยไม่ทันตั้งตัว

ทุกวันนี้เรามักเห็นข่าวน่าตกใจหลายต่อหลายครั้ง เมื่อหลายบริษัทประกาศปลดพนักงานจำนวนหลักหมื่น แถมวิธีการยังเย็นชามากกว่าทุกครั้ง จากเดิมการจ้างออกอาจทำไปด้วยวิธีการถนอมน้ำใจอีกฝ่ายมากที่สุด บอกว่าเป็นเรื่องยากลำบาก หรือเป็นหนทางสุดท้ายที่บริษัทเลือกใช้

แต่ในวันนี้การเลิกจ้างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเย็นชามากกว่าเดิม จนแทบจะกลายเป็นเทรนด์ของการปลดพนักงาน ความโหดร้ายจากการถูกเลิกจ้างอย่างเย็นชาไม่เพียงทิ้งบาดแผลไว้ให้พนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริษัทที่ตัดสินใจเลิกจ้างพนักงานด้วย วันนี้เราชวนไปดูเหตุผลเบื้องหลังของปรากฏการณ์การเลิกจ้างครั้งใหญ่ในยุคสมัยนี้กัน

เกิดอะไรขึ้นกับพนักงานหลังการเลิกจ้างครั้งใหญ่

หากถามความเห็นของพนักงานกินเงินเดือน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การเลิกจ้างด้วยอีเมลเพียงฉบับเดียวเป็นเรื่องโหดร้ายราวกับโลกถล่มตรงหน้า เพราะในอีเมลฉบับนั้นไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมถึงต้องเลือกปลดเรา และทิ้งเราไว้กับคำถามมากมายในใจเท่านั้น

แม้การเลิกจ้างอย่างเย็นชาจะเป็นการสร้างแผลใจกับคนทำงาน แต่ถึงอย่างนั้นบริษัทหลายแห่งก็ยังเลือกใช้วิธีเหล่านี้กับพนักงาน เพราะวิธีนี้สามารถปกป้องผลประโยชน์อย่างเห็นผลและรวดเร็วที่สุด

เจมี่ ไคลน์ (Jaime Klein) CEO จาก Inspire Human Resources บริษัทด้านทรัพยากรบุคคล อธิบายว่าการปลดพนักงานบางครั้ง ไม่ได้ทำไปเพราะความจำเป็นอย่างเดียว แต่อาจมาจากการวางแผนการเงินไม่รอบคอบด้วย เมื่อเกิดกรณีที่บริษัทจำเป็นต้องลดต้นทุน ฝ่ายบริหารแผนกต่างๆ จะมาประชุมกันเพื่อหาทางออก หากมาตรการประหยัดเงินด้วยวิธีอื่นๆเช่น ลดการเดินทางหรือชะลอการจ้างงานไม่ได้ผล บริษัทก็เหลืออีกทางที่เห็นผลรวดเร็วกว่า นั่นคือการปลดคนออก

เมื่อการลดคนคือการลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ในปีที่ผ่านมาเราเลยได้เห็นข่าวเลย์ออฟพนักงานจำนวนมากจากบริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าจะ Google ประกาศปลดพนักงาน 12,000 คน Amazon เตรียมลดพนักงานองค์กรราว 16,000 ตำแหน่ง หรือล่าสุดบริษัท Oracle ปลดพนักงานทั่วโลกสูงถึง 30,000 ตำแหน่ง

สิ่งที่ตามมาเมื่อเกิดการปลดคนจำนวนมากคราวเดียว ทำให้ฝ่าย HR แทบไม่สามารถแจ้งการเลิกจ้างแบบรายคนได้เลย ขณะเดียวกันบริษัทก็เลี่ยงที่จะเรียกพนักงานเข้ามาที่ออฟฟิศ เพื่อป้องการขโมยทรัพย์สิน การถ่ายโอนข้อมูลสำคัญของบริษัทออกไป เพราะความไม่พอใจของคนทำงานที่ถูกเลิกจ้าง ลงเอยบริษัทจึงเลือกวิธีที่เย็นชามากกว่า อย่างการส่งอีเมล และปลดพนักงานออกไปเงียบๆ โดยรวดเร็วที่สุด

แม้ในมุมของบริษัทจะฟังดูเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลย์ออฟครั้งใหญ่ส่งผลต่อใจพนักงานไม่น้อย โดยเฉพาะการจ้างออกไม่ทันตั้งตัว

เดวิด บลูสไตน์ (David Blustein) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากวิทยาลัยบอสตัน อธิบายว่าความเจ็บปวดจากการถูกเลิกจ้างของคนทำงานมักเกิดจากความเชื่อที่ว่าหากเราทำงานอย่างหนัก จะเป็นหนทางที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราถูกเลิกจ้าง ทั้งที่ความจริงการเลิกจ้างไม่ได้มีเหตุผลตายตัว แม้ว่าเราจะทุ่มเททำงานอย่างสุดกำลัง เราเองก็มีโอกาสถูกปลดได้เช่นกัน สุดท้ายการถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ก็อาจยิ่งทำให้เราโทษตัวเอง และสร้างความหวาดระแวงติดตัวไปเมื่อเข้าไปทำงานในที่ใหม่

ไม่เพียงคนที่ถูกเลิกจ้างเท่านั้น แต่การเลย์ออฟครั้งใหญ่จากบริษัทยังส่งผลต่อเพื่อนร่วมงานเช่นกัน ผลสำรวจของ Nectar ซึ่งเก็บข้อมูลจากพนักงานประจำในสหรัฐอเมริกาจำนวน 1,000 คน พบว่าเมื่อมีการเลิกจ้าง คนทำงานที่เหลืออยู่มักสูญเสียความไว้วางใจต่อหัวหน้า และต้องเผชิญกับรู้สึกผิดหรือโกรธในฐานะผู้รอดชีวิต (จากการถูกเลิกจ้าง)

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า 65% ของพนักงานที่ทำงานในบริษัทที่เพิ่งปลดพนักงานไปนั้น กังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในงานเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับบริษัทที่ไม่มีข่าวการปลดพนักงานมาก่อน เพราะเชื่อว่าตัวเองก็อาจถูกปลดเมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน ไม่เพียงความกังวล แต่หลายครั้งที่เหลืออยู่ต้องเจอกับความเครียด จากปริมาณงานที่มากขึ้นด้วย

เมื่อตำแหน่งในออฟฟิศว่างเว้นคนรับผิดชอบ ความวุ่นวายก็เพิ่มขึ้นตาม บางทีเราอาจต้องตามหาไฟล์งานจากพี่ที่ถูกเลิกจ้างไปโดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หรือโปรแกรมที่เคยมีน้องคนนี้รับผิดชอบเป็นประจำ คนที่เหลืออยู่อาจต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ขั้นตอนงานที่เพิ่มขึ้นนี้ท้ายที่สุดพนักงานที่เหลืออยู่อาจต้องเจอกับภาวะหมดไฟ เพราะเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจจากการทำงานในภาวะไม่มั่นคง

เห็นได้ว่าหลายครั้งสาเหตุของการเลิกจ้างอาจไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของเราเสมอไป แต่มีปัจจัยอีกมากมายที่ควบคุมไม่ได้ จนส่งผลกระทบกับเราในที่สุด

ต้นทุนแฝงจากการเลิกจ้างที่บริษัทต้องเผชิญ

แม้บริษัทอาจมองว่าการปลดคนจะเป็นหนทางลดต้นทุน เพื่อสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่หลายครั้งวิธีนี้ก็อาจใช้ได้ในช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะระยะยาวพนักงานที่หมดไฟ อาจส่งผลต่อบริษัทได้มากกว่าที่คิด

เจฟฟรีย์ เพฟเฟอร์ (Jeffrey Pfeffer) ศาสตราจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อธิบายว่าบริษัทที่ปลดพนักงานมักสูญเสียเงิน คุณภาพงาน จากความเสียหายทางจิตใจและร่างกายของพนักงาน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าบริษัทที่เลิกจ้างพนักงาน โดยเฉลี่ยแล้วจะไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีการจ้างงานที่มั่นคงกว่า

ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่การปลดพนักงานยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทด้วย หลังจากข่าวการเลิกจ้างถูกประกาศออกไป ส่วนใหญ่มักส่งผลต่อยอดขาย โดยพบว่าแม้ช่วงแรกราคาหุ้นอาจเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนสนับสนุนการลดต้นทุน แต่ในอีกหลายเดือนต่อมาราคาหุ้นมักลดต่ำลง เพราะการลดพนักงานก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าบริษัทกำลังมีปัญหาได้เช่นกัน

จะเห็นว่าแม้การเลิกจ้างอาจช่วยให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ในความจริงกลยุทธ์นี้ก็มีต้นทุนแฝงที่อาจมองไม่เห็นเป็นตัวเงินได้เช่นกัน อย่างขวัญกำลังใจของพนักงานที่เหลืออยู่ หรือความไม่มั่นคงที่ทำให้พนักงานที่เหลืออยู่ทยอยเปลี่ยนงาน ซึ่งทำให้บริษัทต้องสูญเสียความรู้และประสบการณ์จากพนักงานที่ลาออกไป

ดังนั้นแล้ว เจฟฟรีย์จึงชี้ทางออกของสถานการณ์นี้ไว้ว่า หลายครั้งบริษัทก็มีทางเลือกอื่น และไม่จำเป็นต้องใช้วิธีจ้างออกอย่างไร้เยื่อใยเท่านั้น แต่บริษัทอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่ามีการจ้างงานมากเกินความจำเป็น หรือไม่สามารถพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพจนสร้างกำไรเพิ่มขึ้น แทนการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า

ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายวิธีในการลดต้นทุน โดยไม่ต้องจ้างออกด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การลดชั่วโมงการทำงานแทนการเลิกจ้าง การชะลอการซื้อหรือการลงทุนออกไป รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยควบคุมงบประมาณและลดการสูญเสียพนักงานได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าพนักงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า เลือกตัดพนักงานเพราะเป็นหนทางที่ง่ายกว่า สุดท้ายก็อาจช่วยให้บริษัทพ้นวิกฤตไปได้แค่ระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวบริษัทอาจต้องสูญเสียโอกาสต่างๆ มากกว่าที่ได้กลับคืนมาก็ได้

สุดท้ายหากไม่สามารถเลี่ยงการเลิกจ้างได้จริง แต่อย่างน้อยการจากลาด้วยดีเพื่อรักษาน้ำใจกันก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยให้คนทำงานสามารถก้าวต่อไปในโลกการทำงานอันโหดร้ายนี้

อ้างอิงจาก

businessinsider.com

fastcompany.com

financialpost.com

nectarhr.com

thetimes.com

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...