โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พฤษภาเลือด การตาย 2 แท็กซี่ ที่สวนลุมฯ แนวปะทะ ขยายสู่ 'บ่อนไก่'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ยุทธการแดงเดือด

พฤษภาเลือด

การตาย 2 แท็กซี่ ที่สวนลุมฯ

แนวปะทะ ขยายสู่ ‘บ่อนไก่’

ยังคงเป็นพยานแต่ละลำดับที่มาให้ “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53” หรือ “ศปช.” ที่ปรากฏผ่านบทความของ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

เป็นการเคลื่อนไหวของพยานลำดับที่ 037 กับ พยานลำดับที่ 001

ระหว่างที่พยานลำดับที่ 002 กับแฟนนั่งรถจักรยานยนต์ตามเข้าไปในสวนลุมพินี นายปิยพงษ์กับพยานลำดับที่ 037 ก็ย้อนกลับมา

แต่หลังจากเข้าไปเธอก็ตัดสินใจเลี้ยวกลับ เนื่องจากคลาดสายตาจากคนอื่นแล้ว และออกมาดูเหตุการณ์อยู่ตรงรั้ว ส่วนแฟนของเธอวิ่งกลับไปที่รถบัสช่วยจุดประทัดอยู่ตรงนั้น

สักพักก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น

เป็นสายของพยานลำดับที่ 001 บอกว่าเขาถูกยิงและได้ถามเธอว่าอยู่ตรงไหนเนื่องจากพยานลำดับที่ 001 เห็นเธอตามเข้าไปแต่ไม่พบเธอ

เธอจึงถามกลับไปว่า เขาถูกยิงที่ไหน

พยานลำดับที่ 001 จึงได้ตอบกลับมาว่า ถูกยิงที่หมวกและหลัง แต่ใส่เกราะกันกระสุนป้องกันอยู่

เธอจึงได้บอกว่า จะรออยู่ที่ใต้สะพานลอย (แยกสารสินและถนนวิทยุ)

เมื่อพยานลำดับที่ 001 ออกมาแล้วเธอก็ได้ช่วยดูว่าเขามีบาดแผลจากการถูกยิงหรือไม่

ซึ่งก็ไม่พบ

จากนั้น พยานลำดับที่ 002 ได้บอกกับพยานลำดับที่ 001 ว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่เนื่อง จากมีการยิงกันอยู่พยานลำดับที่ 002 จึงไม่ข้ามไปทางฝั่ง สน.ลุมพินี และจะกลับเข้าไปในสวนลุมพินีแทน

เมื่อไปถึง ประตูได้ถูกตำรวจปิดไปแล้ว แต่เธอขอเข้าไปจนได้

เมื่อเข้าไปก็เห็นว่า ตำรวจกำลังเตรียมตัวที่จะออกแล้ว ข้างในมีรถตำรวจอยู่เป็นจำนวนมาก เธอเลี้ยวออกทางซ้าย (มุ่งลงด้านทิศใต้ของสวนลุมพินี)

ห้องน้ำจะอยู่ห่างออกไปราว 100 เมตร

ขณะกำลังจะไปถึงพยานลำดับที่ 002 เห็นว่ามีรถจักรยานยนต์ตรงเข้ามาหา ปรากฏว่าเป็นการ์ด นปช.ขับซ้อนสามออกมา

โดยคนที่ซ้อนอยู่ตรงกลางคือ พยานลำดับที่ 037

ตอนที่ออกมาเขาไม่ได้ใส่เสื้อ พยานลำดับที่ 002 เห็นพยานลำดับที่ 037 มีเลือดไหลที่ขา หัวไหล่ทะลุ มือห้อย ตาเหลือก

จากนั้นเธอก็เข้าห้องน้ำก่อนกลับออกมาเล่าให้พยานลำดับที่ 001 ว่า พยานลำดับที่ 037 ถูกยิง เธอขอให้เขาตามพยานลำดับที่ 037 ไปที่โรงพยาบาล

ช่วงเวลาที่พยานลำดับที่ 002 เห็นพยานลำดับที่ 037 ออกมานั้นเป็นเวลาบ่ายแล้ว

พยานลำดับที่ 002 อยู่ที่นั่นอีกราวครึ่งชั่วโมงก่อนชวนแฟนกลับไปที่ด่าน

เมื่อกลับไปถึง ก็มีคนบอกเธอว่า พยานลำดับที่ 032 ถูกยิง เธอจึงเล่าให้คนที่มาบอกเธอฟังว่า พยานลำดับที่ 037 ก็ถูกยิงเช่นกัน

พวกเธอได้เช็กกันว่าใครบ้างที่หายไป จนทราบว่านายปิยพงษ์หายไป จึงได้บอกให้เพื่อนโทรศัพท์ตาม แต่ปรากฏว่านายปิยพงษ์ไม่รับสาย มีคนบอกเธอว่าจะโทร.หาทำไม เพราะนายปิยพงษ์เป็นคนพาพยานลำดับที่ 032 ไปโรงพยาบาล

ทำให้เธอคิดว่า ทุกคนออกมาจากสวนลุมพินีแล้วจึงได้พักกินข้าว

ราว 14.00-15.00 น.มีคนวิทยุแจ้งว่ามีคนถูกยิง ต้องการความช่วยเหลือและมีการรายงานด้วยว่า ทหารได้ยิงสกัดจนทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยคนที่บาดเจ็บได้

เธอได้ถามกลับไปว่า มีคนใส่เสื้อขาวหรือไม่ เนื่องจากมีเพื่อนยังไม่ออกมา(นายปิยพงษ์)

เพื่อนของเธอที่อยู่ด้วยกันก็บอกว่า ไม่ต้องถามแล้ว เขาจะไปดูเอง

แต่เมื่อเขากลับออกมาก็ได้บอกกับเธอว่า นายปิยพงษ์ถูกยิงทะลุปาก

จากนั้นคนที่ด่านบางคนก็ไปที่โรงพยาบาลซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าใช่โรงพยาบาลตำ รวจหรือไม่ ส่วนอีกกลุ่มรวมถึงพยานลำดับที่ 002 ได้ถูกทางเวทีเรียกไปเพื่อถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เนื่องจากมีคนเสียชีวิต

ในส่วนของประจวบ ศิลาพันธ์ พยานลำดับที่ 002 ไม่ทราบชื่อแต่รู้ว่าเป็นการ์ดด่านสารสิน เขาพยายามเข้าไปช่วยนายปิยพงษ์ ซึ่งเธอคิดว่าเป็นคนวิทยุบอกว่ามีคนถูกยิงก่อนหน้านี้

แล้วเขาก็ถูกยิงด้วย

โดยเขาวิทยุบอกว่า “ให้รีบมาช่วยหน่อย นี่จะถึงศพแล้วแต่ถูกยิง” ที่แน่ใจว่าเป็นประจวบเพราะมีคนบอกว่า เขาเป็นคนวิทยุเรียกคนเข้าไปช่วยเอง

และประจวบยังวิทยุมาเล่าให้ฟังว่า นายปิยพงษ์ถูกทหารจับไปค้นร่างกายและถูกซ้อมก่อนโดนยิง

ที่เธอทราบเพราะเพื่อนที่อยู่ด่านสารสินเขาคุยกัน

และตรงตาของปิยพงษ์ก็เป็นสีเขียว อาจจะโดนต่อย

ขณะที่นายประจวบวิทยุเรียกนั้น ตัวเขาเองก็โดนยิงแต่ยังไม่ตาย เท่าที่ฟังก็ไม่แน่ใจว่าคนที่วิทยุบอกว่านายปิยพงษ์โดนซ้อมกับนายปิยพงษ์โดนยิงนั้นเป็นคนคนเดียวกัน

เพราะว่าเสียงสื่อสารไม่เหมือนกัน

โดยสรุปแล้ว บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ เห็นว่า การเสียชีวิตของทั้งสองคน คืนนายปิยพงษ์ กิตติวงศ์ กับ นายประจวบ ศิลาพันธ์ นั้น ยังไม่สามารถสรุปได้

เนื่องจากการเสียชีวิตของทั้งสองคนยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะระบุได้ว่าเป็น การกระทำของเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่ ได้เพียงคาดคะเนจากสถานการณ์แวดล้อมในขณะเกิดเหตุ

ซึ่งทราบจากพยานว่า มีความเป็นไปได้ว่านายปิยพงษ์อาจเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

แต่ในส่วนของนายประจวบนั้นมีเพียงหลักฐานภาพถ่ายจากภาพข่าวของหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ที่ถ่ายคนซึ่งอาจเป็นประจวบเอาไว้ได้หลังจากคนในภาพถูกยิงไปแล้วและเพียงรายงานสั้นๆ ว่า

คนที่ถูกยิงล้มอยู่ริมบึงนั้นถูกยิงโดยทหารซึ่งอยู่ริมรั้วสวนลุมพินี ภาพเดียวเท่านั้น

เด่นชัดว่า ความตึงเครียดตลอดทั้งวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เป็นผลสะเทือนและความต่อเนื่องโดยตรงจากสถานการณ์การพยายามลอบสังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง”

ขณะเดียวกัน ก็เท่ากับเป็นการส่ง “สัญญาณ” จากคำประกาศของ ศอฉ.ในเรื่องกระชับพื้นที่ไปสู่เป้าหมายของการสลายการชุมนุม

ความหมายก็คือ ความรุนแรงทาง “การทหาร” ที่จะตามมา

รูปธรรมก็คือ เป้าหมายในการเตือนมิได้อยู่ที่ “คนเสื้อแดง” ซึ่งเป็นมวลชนที่อยู่ในเครือข่ายของ นปช.เท่านั้น

หากแม้กระทั่ง “นักข่าว” ก็ไม่มียกเว้น

ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ มิได้เป็นนักข่าวของสื่อในประเทศเท่านั้น หากแม้กระทั่งในสำนักข่าวต่างประเทศก็พลอยถูกลูกหลง

ทุกอย่างเป็นไปตามบทสรุปของนักข่าวที่ปรากฏผ่าน “ผ่านฟ้าถึงราชประสงค์ บันทึกคนข่าว…ทีวีไทย” ที่ว่า “เสธ.แดงเสียชีวิตช่วงสายวันที่ 17 พฤษภาคม นำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

และเป็นสัญญาณสูญเสียครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่วันต่อมา”

เหมือนกับว่าการลอบสังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จะเป็น “สัญญาณ” อันเด่นชัด แต่ถ้าหากนำเอาสถานการณ์ที่เป็นจริงมาทำความเข้าใจ

ก็จะเห็นว่าสถานการณ์มิได้มีแต่เพียงที่สวนลุมพินี

หากแต่สถานการณ์ในพื้นที่บริเวณบ่อนไก่อันอยู่ประชิดติดกันก็ทวีความร้อนแรงตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม

นั่นเป็นผลโดยตรงมาจากกรณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เช่นเดียวกัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พฤษภาเลือด การตาย 2 แท็กซี่ ที่สวนลุมฯ แนวปะทะ ขยายสู่ ‘บ่อนไก่’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...