โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TRUE ทริสฯ อันดับเครดิต องค์กร-หุ้นกู้ A+/Positive

ทันหุ้น

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 10.27 น.

#ทันหุ้น – ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ที่ระดับ “A+” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Positive” หรือ “บวก” จาก “Stable” หรือ “คงที่” โดยการเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตในเชิงบวกสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทที่แข็งแกร่งขึ้นจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายหลังจากความสำเร็จในการควบรวมกิจการ ทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้าพร้อมทั้งการมีรายจ่ายลงทุนที่มีวินัยและมีภาระหนี้สินในระดับที่ยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาทซึ่งไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “A+” ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชำระหนี้ที่มีอยู่

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลของประเทศ ไทย รวมถึงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ การถือครองคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

คาดว่าแนวโน้มการทำกำไรที่แข็งแกร่งจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 EBITDA ของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.03 แสนล้านบาทในปี 2567 โดยมี EBITDA Margin ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 54.4% จากเดิมที่ 49.7% ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องภายหลังจากการควบรวมกิจการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายที่ลดลง นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นกลับมามีผลกำไรโดยมีกำไรสุทธิที่จำนวน 9.2 พันล้านบาทหลังจากหักรายการค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของสินทรัพย์อีกด้วย

ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งโดย EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 59%-61% ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้ อัตรากำไรที่สูงนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้ผลประโยชน์ที่มีอย่างต่อเนื่องจากการควบรวมกิจการ รวมทั้งการเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมกับความพยายามในการปรับปรุงกระบวน การทำงานและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสิ้นสุดของข้อตกลงการใช้คลื่นความถี่กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ก็จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าคลื่นความถี่หมดไปแบบเต็มปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้ง จึงคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.12-1.19 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงประมาณการในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานก็คาดว่าจะอยู่ในช่วง 9.1-9.8 หมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ ในช่วงประมาณการดังกล่าวทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการให้บริการของบริษัทซึ่งไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charges — IC) และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายจะเติบโตในระดับเล็กน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า การเติบโตนี้จะมีปัจจัยหนุนทั้งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue Per User — ARPU) ทั้งในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ การเติบโตจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการจัดแพ็กเกจบริการแบบรวมกลุ่ม และกลยุทธ์การขายสินค้าและบริการเพิ่มเติม (Cross-selling/Upselling) ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน

มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทย

บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศไทย โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรายใหญ่อันดับที่สองของประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีบทบาทสำคัญในตลาดให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) และตลาดให้บริการด้านการแพร่ภาพและกระจายเสียงอีกด้วย

ตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีลักษณะเฉพาะคือมีผู้ให้บริการจำนวนน้อยรายซึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการภายในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศเป็นตลาดที่มีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 รายคือบริษัทเองและคู่แข่งสำคัญคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ในขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เช่น NT และผู้ให้บริการโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator — MVNO) รายย่อย ๆ นั้นมีส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างเล็ก ในขณะเดียวกัน ตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้เกิดการควบรวมกิจการครั้งสำคัญในช่วงปลายปี 2566 และส่งผลให้จำนวนผู้ให้บริการรายหลักลดลงจาก 4 รายเหลือเพียง 3 ราย ซึ่งทำให้โครงสร้างการแข่งขันมีความสมดุลมากขึ้นและทำให้แรงกดดันด้านราคาลดลง

ความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายที่ครอบคลุม การมีคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม บริษัทยังได้รับประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการจำนวนมากในตลาดโทรคมนาคมซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แบรนด์ “TRUE” ยังเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในหมู่ลูกค้าชาวไทยอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่และฐานรายได้ที่แข็งแกร่งซึ่งสร้างรายได้จากการดำเนินงานรวมจากทุกสายธุรกิจที่จำนวน 1.97 แสนล้านบาทในปี 2568

โครงสร้างผู้ถือหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงแต่คาดว่าการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นจะยังคงเหนียวแน่น

หลังจากมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งรวมถึงการขายหุ้นบางส่วนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) และ Telenor Thailand Investment Pte. Ltd. (Telenor) แล้ว CPG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทแม้ว่าจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปไม่เกิน 10% ก็ตาม

บริษัทยังคงได้ประโยชน์จากการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งได้แก่ CPG และ China Mobile International Holdings Ltd. เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่เหล่านี้มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวาง ประกอบกับมีความสามารถด้านเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารแบบไร้สาย นอกจากนี้ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่หลังจากธุรกรรมการขายหุ้นของ Telenor เสร็จสิ้นลงก็มีแนวโน้มที่จะช่วยเสริมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์เพิ่มเติมให้แก่บริษัทด้วย ความสัมพันธ์นี้คาดว่าจะช่วยกระชับความร่วมมือและส่งเสริมโอกาสในการผสานพลังในการดำเนินธุรกิจซึ่งรวมถึงการขยายฐานลูกค้าตลอดจนการขายสินค้าและให้บริการของธุรกิจภายในกลุ่มให้มากยิ่งขึ้น เช่น บริการศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ (Cloud Services) รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลและการเงินแบบครบวงจรต่าง ๆ

เป็นผู้นำตลาดในอุตสาหกรรมให้บริการสื่อสารแบบไร้สาย

บริษัทยังคงเป็นผู้นำในตลาดให้บริการสื่อสารแบบไร้สายของประเทศไทยในแง่ของฐานผู้ใช้บริการ โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 47.5 ล้านรายซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ฐานผู้ใช้บริการของบริษัทลดลง 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการเกิดเหตุขัดข้องชั่วคราวของโครงข่ายและสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ทั้งในส่วนของลูกค้าแบบเติมเงินและลูกค้าในระบบรายเดือน

ในปี 2568 มูลค่าตลาดโดยรวมของบริการสื่อสารแบบไร้สายซึ่งไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายขยายตัว 2.5% มาอยู่ที่ 2.61 แสนล้านบาท โดยการเติบโตมีปัจจัยหนุนจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ARPU ของทั้งอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบเติมเงินโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นและการใช้บริการ 5G ที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ ในแง่ของส่วนแบ่งทางการตลาดด้านรายได้นั้น บริษัทมีส่วนแบ่งในสัดส่วน 49.8% ในขณะที่ AIS มีส่วนแบ่งในสัดส่วน 50.2%

ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะค่อย ๆ สร้างฐานลูกค้ากลับมามากยิ่งขึ้นโดยผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายฐานลูกค้าเดิมและการขยายการให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากบริการเชื่อมต่อหลัก ในการนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างคุณภาพโครงข่ายให้แข็งแกร่งและการใช้ประโยชน์จากจำนวนคลื่นความถี่ที่กว้างขวางและครอบคลุมเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปริมาณการรับส่งข้อมูล

การเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้รับแรงหนุนจากฐานลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น

บริษัทยังคงสถานะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงชั้นนำโดยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งจำนวน 3.26 ล้านราย ณ เดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายสำคัญในอุตสาหกรรม แต่รายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของบริษัทก็เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่จำนวน 2.57 หมื่นล้านบาทโดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทริสเรทติ้งเชื่อว่าตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังคงมีโอกาสขยายตัวได้อีกเมื่อพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงบริการในประเทศไทยที่ยังอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าสภาวะการแข่งขันจะยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการและการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น

ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยได้รับแรงหนุนจากการใช้สื่อดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพบริการในพื้นที่ให้บริการที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น และการขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าการเติบโตจะได้รับประโยชน์จากรายได้จากกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ขยายตัวมากขึ้น ตลอดจนการขายผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์เพิ่มเติม ส่วน ARPU นั้นคาดว่าจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากการลดลงของการให้ส่วนลดในการส่งเสริมการขายและการใช้บริการเสริมที่เพิ่มมากขึ้น

รายได้จากบริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกลดลง

ธุรกิจให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกของบริษัทยังคงเผชิญกับแรงกดดันในปี 2568 โดยรายได้ลดลง 9% จากปีก่อนหน้าซึ่งมีสาเหตุมาจากการสิ้นสุดของสิทธิการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ในอดีตรายการดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดการสมัครสมาชิกระดับพรีเมียม ในขณะเดียวกัน ธุรกิจในส่วนนี้ยังคงเผชิญกับอุปสรรคในเชิงโครงสร้างอีกด้วยเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนิยมการใช้แพลตฟอร์มบริการสตรีมมิ่ง (Over-the-Top — OTT) มากขึ้น ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีฐานสมาชิกของธุรกิจนี้อยู่ที่จำนวน 1.05 ล้านรายและมี ARPU อยู่ที่ 255 บาท

เพื่อรับมือกับการลดลงอย่างต่อเนื่องของการรับชมโทรทัศน์แบบดั้งเดิม บริษัทจึงมุ่งเน้นไปที่การขยายการเติบโตของสื่อดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายบริการสตรีมมิ่งบนแพลตฟอร์ม “TrueVisions Now” โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของแพลตฟอร์มโดยผ่านการเสนอเนื้อหาหรือคอนเทนต์ (Content) ให้เข้ากับท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ยังคงใช้ประโยชน์จากการนำเสนอแพ็กเกจที่รวมบริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกเข้ากับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อสร้างความผูกพันของลูกค้าและลดอัตราการยกเลิกบริการ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าฐานลูกค้าของบริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกและการเปลี่ยนแปลงของราคาจะเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

การได้คลื่นความถี่ใหม่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและลดค่าใช้จ่ายในการเช่าคลื่น

การได้มาซึ่งใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ช่วยสนับสนุนขีดความสามารถในการให้บริการของบริษัทหลังจากข้อตกลงคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์หมดอายุและความร่วมมือพันธมิตรคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์กับ NT สิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม 2568 ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน 2568 บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมดประสบความสำเร็จในการประมูลและได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์และ 1500 เมกะเฮิรตซ์ โดยใบอนุญาตแต่ละใบมีอายุ 15 ปีและใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ทั้ง 2 คลื่นนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 2.64 หมื่นล้านบาท ซึ่งประมาณ 1.32 หมื่นล้านบาทนั้นบริษัทได้จ่ายชำระเป็นงวดเสร็จสิ้นแล้วในปี 2568 ส่วนงวดที่เหลือมีกำหนดชำระในปี 2571 และปี 2572

ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ถือครองคลื่นความถี่ระดับชั้นนำในประเทศไทยครอบคลุมถึง 8 ย่านความถี่ ความหลากหลายของคลื่นความถี่นี้ช่วยสนับสนุนประสบการณ์ในการใช้งานที่มีคุณภาพสูงแก่ผู้ใช้บริการในขณะเดียวกันก็รองรับปริมาณการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้
ทริสเรทติ้งคาดว่าคลื่นความถี่ใหม่เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของคลื่นความถี่ในระยะยาว รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของโครงข่าย และทำให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าหมดไปซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรของบริษัทให้ดีขึ้น

สำหรับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์นั้นมีกำหนดจะหมดอายุลงในปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะมีการประมูลใบอนุญาตเหล่านี้ในปีเดียวกัน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การรักษาการถือครองคลื่นความถี่ที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก โดยความรุนแรงในการประมูลน่าจะอยู่ในระดับปานกลาง

คาดว่าระดับหนี้สินจะปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่ข้อจำกัดด้านโครงสร้างเงินทุนยังคงมีอยู่

ทริสเรทติ้งคาดว่าระดับหนี้สินของบริษัทจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปี 2569-2571 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.5-4.0 เท่าจากเดิมที่ 4.5 เท่าในปี 2568 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินก็คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่ที่ 20%-24% จากเดิมที่ 18%

อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าข้อจำกัดด้านโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะยังคงอยู่ต่อไปตลอดช่วงประมาณการ โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 84%-86% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการเงินลงทุนอย่างต่อเนื่องซึ่งรวมถึงงบลงทุนรายปีที่จำนวนประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทเพื่อการบูรณาการและขยายโครงข่าย รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีที่จำนวนประมาณ 1.0-1.3 หมื่นล้านบาท และการจัดหาคลื่นความถี่ใหม่อีกจำนวนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ แนวทางของบริษัทในการคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงที่ไม่น้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิก็มีแนวโน้มที่จะทำให้การเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำกัดอีกด้วย

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีเงินสดในมือจำนวน 1.79 หมื่นล้านบาทและมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวนประมาณ 1.04 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่จำนวนเกือบ 9.2 หมื่นล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ในขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทยังได้รับวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 หมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านสภาพคล่อง

เงินทุนดังกล่าวจะถูกจัดสรรไปเป็นค่าใช้จ่ายลงทุนและใช้ชำระคืนหนี้หุ้นกู้และหนี้สินระยะยาวที่จะครบกำหนด โดยภาระผูกพันในอีก 12 เดือนข้างหน้าของบริษัทประกอบด้วยหุ้นกู้และหนี้สินระยะยาวจำนวนประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท หนี้สินตามสัญญาเช่าจำนวน 1.74 หมื่นล้านบาท และหนี้เงินกู้ระยะสั้นอีกจำนวน 1.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังรวมถึงเงินลงทุนจำนวนประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท และการจ่ายชำระค่าใบอนุญาตจำนวน 1 หมื่นล้านบาทในปี 2569 ด้วย

บริษัทยังคงพึ่งพาการออกหุ้นกู้เป็นหลักซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 81% ของหนี้สินทั้งหมด ณ เดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนที่คาดว่าบริษัทจะใช้และเงินทุนจากการดำเนินงานที่บริษัทจะได้รับแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าหนี้สินที่จะครบกำหนดส่วนใหญ่นั้นบริษัทจะต้องทำการรีไฟแนนซ์ และเมื่อพิจารณาจากสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นและผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะดีขึ้นของบริษัทแล้ว ทริสเรทติ้งก็มองว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ได้

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่จำนวนทั้งสิ้น 3.26 แสนล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนในสัดส่วนประมาณ 11% ของหนี้สินรวม

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานหลัก ๆ ที่ทริสเรทติ้งใช้ในประมาณการกรณีพื้นฐานสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระหว่างปี 2569-2571 มีดังนี้

  • รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเติบโตเล็กน้อย
  • รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันในช่วงปี 2569-2570 ก่อนจะเริ่มทรงตัวในปี 2571
  • EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 59%-61%
  • เงินลงทุนจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีเพื่อใช้ในการบูรณาการและขยายโครงข่าย
  • ภาระในการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่เดิมตามกำหนดจะมียอดรวมทั้งสิ้นประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท
  • การลงทุนเพิ่มเติมสำหรับใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ ๆ จะอยู่ที่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในช่วงประมาณการ

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Positive” หรือ “บวก” สะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งว่าความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทจะยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยหนุนจากประโยชน์ที่ได้จากการผสานพลังทางธุรกิจหลังการควบรวมกิจการและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทยเอาไว้ได้พร้อมกับมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ส่วนค่าใช้จ่ายในการลงทุนนั้นคาดว่าจะยังคงเป็นไปอย่างมีวินัยโดยที่ระดับหนี้สินของบริษัทจะอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงสถานะที่แข็งแกร่งในตลาดหลักเอาไว้ได้ พร้อมทั้งลดภาระหนี้สินลงจนส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ในระดับที่สูงกว่า 20% ได้อย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญจนส่งผลทำให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% อย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังมีคดีความอีกหลายคดีที่มีแนวโน้มจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาตัดสิน ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับแรงกดดันในทางลบหากความคืบหน้าของคดีความเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีสาระสำคัญต่อสถานะทางการเงินของบริษัท

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

หน่วย: ล้านบาท

—————- ณ วันที่ 31 ธันวาคม —————- 2568 2567 2566* รายได้จากการดำเนินงานรวม 196,596 206,645 202,856 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBIT) 37,528 29,651 17,650 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 106,971 102,628 87,771 เงินทุนจากการดำเนินงาน 85,814 79,221 63,710 ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 20,661 22,912 23,300 เงินลงทุน 61,691 45,330 44,325 สินทรัพย์รวม 664,230 675,484 744,722 หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว 477,379 474,361 522,132 ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว 75,147 74,185 86,140 อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) 54.4 49.7 43.3 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) 6.6 4.9 2.7 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) 5.2 4.5 3.8 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 4.5 4.6 5.9 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) 18.0 16.7 12.2 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) 86.4 86.5 85.8

* งบการเงินรวมเสมือน (Pro Forma Consolidated Financial Statements)

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568

– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE)

อันดับเครดิตองค์กร: A+ อันดับเครดิตตราสารหนี้: TRUE265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,234 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE266A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,658 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 7,779.10 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE267B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,844.30 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE268A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,689.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE26OA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,854.70 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE26NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,805.80 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE26NB: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,142.50 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE26NC: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,456.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE26ND: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,286.70 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A+ TRUE272A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,636.60 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE272B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,421.80 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE272C: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,922.80 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE273A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,656.90 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,511.20 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE278A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,958.60 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE278B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,352.20 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE27OA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,116.60 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE27NB: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,524.30 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE27NC: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,982.60 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE27DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 5,855.10 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A+ TRUE281A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,160 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A+ TRUE282A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 7,422.70 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A+ TRUE285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,498 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A+ TRUE287A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 7,060.20 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A+ TRUE28OA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 7,184.50 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A+ TRUE28NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,736.30 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A+ TRUE294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,809.60 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE295A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,091.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE298A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,493.20 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE298B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE29NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,073.80 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE29NB: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,549.60 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE29NC: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,210.50 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A+ TRUE301A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE302A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,974.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,993.70 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,606.50 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE309A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,741 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE30NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450.90 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE30NB: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,662.70 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A+ TRUE311A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A+ TRUE31NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,466.70 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A+ TRUE322A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 889.90 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A+ TRUE325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,605.80 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A+ TRUE328A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,697.50 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A+ TRUE329A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 888 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A+ TRUE32NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,634.50 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A+ TRUE331A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 A+ TRUE337A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,833.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 A+ TRUE33NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 948.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 A+ TRUE341A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,544.10 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 A+ TRUE345A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,705.20 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 A+ TRUE348A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,559.90 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 A+ TRUE34NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,214.40 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 A+ TRUE352A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,713 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 A+ TRUE355A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,311.10 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 A+ TRUE358A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,696 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 A+ TRUE35NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,742.30 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 A+ TRUE361A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,440 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2579 A+ หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 18,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 10 ปี A+ แนวโน้มอันดับเครดิต: Positive

อันดับเครดิตในอดีต

วันที่ทบทวนล่าสุด: 18 ธันวาคม 2568

วันที่ อันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ 01 มี.ค. 66 A+ Stable

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...