โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

บิ๊กเอกชนชี้ ครม.เศรษฐกิจใหม่ ‘มีของ’ หนุนเชื่อมั่น จี้แก้น้ำมันแพง-ต้นทุนพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ “อนุทิน 2” ซึ่งมีความคืบหน้าใกล้ครบ 36 ตำแหน่ง และคาดว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในวันที่ 27 มีนาคม ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาช่วง 7–9 เมษายนนี้

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในภาพรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่จะมาดูแลด้านเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมา สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานเชิงประจักษ์

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากรายชื่อที่ถูกพูดถึง อาทิ กลุ่มผู้บริหารเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์อย่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพียงแค่ปรากฏชื่อก็สะท้อนถึงความคาดหวังด้านเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย โดยเมื่อย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า เศรษฐกิจไทยเคยถูกประเมินว่าจะหดตัวถึง 0.3% แต่สามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้ 2.4% ในช่วงปลายปี ถือเป็นผลงานที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองที่มีพรรคหลักเพียง 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีแนวโน้มคล่องตัวมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่ต้องบริหารสมดุลพรรคร่วมหลายฝ่าย ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลักมีโอกาสเกิดเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญที่มีการกระจายตัวอยู่ในพรรคหลักเดียวกัน

สำหรับรายบุคคลใน ครม.เศรษฐกิจ นายอภิชิตมองว่า หลายคนมีผลงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับในภาคเอกชน เช่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ ถือเป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุกและลงลึกในรายละเอียด สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง แม้การขยับไปดูแลกระทรวงพลังงานจะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์เดิมจะช่วยให้สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนงานได้

ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอภิชิตเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์หลากหลาย ทั้งในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกทั้งมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศที่โดดเด่น โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายและการนำเสนอในเวทีโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล

ส่วนภาพรวม ครม.เศรษฐกิจอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ คมนาคม แรงงาน และการท่องเที่ยว นายอภิชิตมองว่า หากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ และมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก

อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือการทำงานแบบมีระบบติดตามผลที่ชัดเจน เช่น การตั้ง Dashboard รายงานความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ในทุกกระทรวง เพื่อให้เห็นว่านโยบายที่ประกาศออกมาถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน และเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการสะท้อนข้อมูล จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น” นายอภิชิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการ คือ ปัญหาต้นทุนพลังงาน ที่ยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการผลิต แม้ประเทศไทยจะเคยเผชิญราคาน้ำมันดีเซลระดับสูงถึง 50 บาทต่อลิตรมาแล้ว แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการขาดแคลนน้ำมันในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ยังคงยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และฉลาก ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหาร แม้ไทยจะมีฐานการผลิตอาหารภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วนจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การปิดตัวของโรงงานโอเลฟินส์บางแห่ง ส่งผลให้กำลังการผลิตหายไปประมาณ 15% จำเป็นต้องหาแหล่งทดแทนอย่างเร่งด่วน

อีกประเด็นสำคัญคือค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในเส้นทางที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง

นายอภิชิตย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลต้องสร้าง “เอกภาพและเสถียรภาพ” ในการบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...