“เอเชีย” เข้าสู่โหมดฉุกเฉินพลังงาน นักเศรษฐศาสตร์เตือนอาจต้องใช้นโยบายแบบโควิด หากยืดเยื้อ
"เอเชีย" เข้าสู่โหมดฉุกเฉินพลังงาน หลังฮอร์มุซปิด นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบรุนแรงจนรัฐบาลต้องกลับมาใช้นโยบายแบบช่วงโควิด
วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 06.52 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ารัฐบาลหลายประเทศในเอเชียกำลังเตรียมรับมือสถานการณ์พลังงานในกรณีเลวร้ายที่สุด ซึ่งอาจรวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างรุนแรงและยาวนาน แม้ในขณะเดียวกันสหรัฐกำลังจัดทำแผนเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านก็ตาม
เกาหลีใต้ ได้เข้าสู่โหมดวิกฤตเมื่อวันพุธ โดยจัดตั้งคณะทำงานเศรษฐกิจฉุกเฉินเพื่อเตรียมรับสถานการณ์เลวร้าย ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ โดยระบุว่าประเทศกำลังเผชิญอันตรายจากการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรงในเร็ว ๆ นี้
ญี่ปุ่น กำลังทบทวนห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะเกิดภาวะขาดแคลนและผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี เตือนว่า สงครามครั้งนี้อาจสร้างความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อประเทศ
ธนาคารกลางออสเตรเลีย ก็เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงานอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอีก โดย คริส เคนต์ รองผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย กล่าวว่า ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าไร ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งรุนแรง และความเสี่ยงที่ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกจะถูกปรับมูลค่าใหม่ครั้งใหญ่ก็จะเพิ่มขึ้น
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังสงครามในตะวันออกกลางเริ่มขึ้น หลายประเทศได้เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน สะท้อนถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อระบบพลังงานโลก เนื่องจากประมาณหนึ่งในสี่ของการขนส่งน้ำมันทางเรือของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ จำนวนมาก ต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ และน้ำมันส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ในเอเชีย โดยอิหร่านซึ่งตั้งอยู่เหนือช่องแคบได้ปิดเส้นทางเดินเรือเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรือที่ได้รับอนุญาต
ความกังวลที่เพิ่มขึ้นในเอเชียทำให้ตลาดการเงินผันผวน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐพยายามเปิดการเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติสงคราม โดยก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นและราคาน้ำมันลดลงจากความหวังเรื่องการเจรจา แต่ต่อมาราคาน้ำมันกลับปรับตัวขึ้นอีกและฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐปรับตัวลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่
หลายประเทศในเอเชียนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และขณะนี้ปริมาณสำรองพลังงานเริ่มลดลงแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้ในหลายแง่คือวิกฤตของเอเชีย เพราะภูมิภาคนี้พึ่งพาพลังงานจากเส้นทางดังกล่าวอย่างมาก
การขาดแคลนพลังงานเริ่มส่งผลกระทบจริงในหลายประเทศ เช่น การลดวันทำงาน ปิดไฟถนน และสถานีบริการน้ำมันบางแห่งต้องปิด ใน ปากีสถาน ถึงขั้นมีการขอให้แฟนคริกเก็ตอยู่บ้านดูถ่ายทอดสดแทนการเดินทางไปสนามเพื่อประหยัดน้ำมัน และรัฐบาลกำลังพิจารณาใช้ระบบโควตาน้ำมันสำหรับรถยนต์
ในบางพื้นที่ของบังกลาเทศ ผู้ขับรถต้องรอเติมน้ำมันหลายชั่วโมง โดยแถวยาวถึง 1 กิโลเมตร รัฐบาลต้องหยุดการผลิตโรงงานปุ๋ยส่วนใหญ่ และกำลังเร่งขอกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน
นักวิเคราะห์ความเสี่ยงจาก Eurasia Group ระบุว่า เอเชียมีความเปราะบางอย่างมากต่อสงครามที่ยืดเยื้อและการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานโลก และเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับที่สองและสาม เช่น เที่ยวบินถูกยกเลิก เรือประมงหยุดทำงาน และภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ
การแย่งชิงทรัพยากรพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทำให้หลายประเทศเริ่มหันกลับไปใช้นโยบายกีดกันทางการค้า เช่น จีนจำกัดการส่งออกปุ๋ย อินโดนีเซียเตรียมเก็บภาษีส่งออกถ่านหินและนิกเกิล และเวียดนามให้ความสำคัญกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศก่อน
อย่างไรก็ตามนโยบายลักษณะนี้อาจยิ่งทำให้ราคาสินค้าโลกสูงขึ้น โดยการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า วิกฤตอาหารในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ส่วนหนึ่งเกิดจากประเทศต่าง ๆ สร้างกำแพงการค้าเพื่อเก็บสินค้าไว้ใช้ในประเทศ
บางประเทศเริ่มหันไปซื้อพลังงานจากแหล่งที่เคยหลีกเลี่ยง เช่น อินเดียกลับมาซื้อน้ำมันจากรัสเซียประมาณ 60 ล้านบาร์เรลสำหรับส่งมอบเดือนหน้า แม้ก่อนหน้านี้จะลดการซื้อภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐ โดยครั้งนี้อินเดียต้องซื้อน้ำมันในราคาสูงกว่าราคาน้ำมัน Brent ถึง 5–15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อินโดนีเซีย ซึ่งตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันปีนี้ไว้ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระบุว่าจะต้องหาเงินประหยัดงบประมาณเพิ่มถึง 7 พันล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยค่าอุดหนุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ไทย ได้ยกเลิกการตรึงราคาดีเซลหลังจากต้องใช้งบประมาณวันละกว่า 32 ล้านดอลลาร์เพื่ออุดหนุนราคา
วิกฤตพลังงานยังเปลี่ยนสมการทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ฟิลิปปินส์เริ่มเปิดกว้างที่จะร่วมมือกับจีนในการสำรวจน้ำมันและก๊าซในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้
นักเศรษฐศาสตร์ของ Barclays ระบุว่า หากเกิดการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง ประเทศในเอเชียอาจต้องใช้นโยบายแบบช่วงโควิด เช่น การพักชำระหนี้ ผ่อนคลายกฎการคลัง พิมพ์เงิน หรือแม้แต่จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกับช่วงล็อกดาวน์ โดยประชาชนอาจถูกขอให้อยู่บ้าน และบางอุตสาหกรรมอาจต้องหยุดดำเนินการ
แม้สถานการณ์เลวร้ายดังกล่าวยังไม่ใช่กรณีฐาน แต่ Barclays เตือนว่าหากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะรุนแรงอย่างมาก
อ้างอิง : www.bloomberg.com