ประกันโรคร้ายแรง อุดช่องโหว่ค่ารักษาพุ่ง
เมื่อโรคร้ายแรงไม่ใช่เรื่องของโชคร้ายแต่คือความเสี่ยงที่ต้องวางแผน เพราะวันนี้ไม่ได้เสี่ยงแค่ตายเร็ว แต่ยังเสี่ยงป่วยนานและค่าใช้จ่ายสูง การมี“ประกันโรคร้ายแรง” จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือ “เครื่องมือป้องกันอนาคตทางการเงิน” เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่ค่ารักษา แต่คือ การไม่มีเงินรักษาในวันที่จำเป็นที่สุด
จากข้อมูลหลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขสะท้อนแนวโน้มชัดเจนว่า คนไทยเสียชีวิตจาก กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากกว่า 70% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนโรคหลัก ได้แก่มะเร็ง,โรคหัวใจและหลอดเลือด ,โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), เบาหวาน ที่อายุของผู้ป่วยลดลงโดยพบผู้ป่วยในช่วงอายุ 30–50 ปีเพิ่มขึ้น จากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานนาน เครียด พักผ่อนไม่พอ และอาหารแปรรูป เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เป็นโรคร้ายตั้งแต่อายุยังน้อย แสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน คนทำงาน คือกลุ่มเสี่ยงที่สุดที่จะเป็นโรคร้ายแรงไม่ใช่จะพบในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น
ค่ารักษาโรคร้ายแรง… ตัวเลขที่ต้องรู้
จากข้อมูลจะเห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ “โอกาสป่วย” แต่คือ “ค่าใช้จ่ายที่พุ่งแรง” ซึ่งหากเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยนสำหรับการรักษา ดังนี้
- มะเร็ง (เคมีบำบัด/ฉายแสง) ประมาณ 500,000 – 2,000,000 บาท/ปี
- โรคหัวใจ (ผ่าตัดบายพาส/ใส่ขดลวด) ประมาณ 300,000 – 800,000 บาท/ครั้ง
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ประมาณ 200,000 – 1,000,000 บาท/เคส
- ไตวาย (ฟอกไตระยะยาว) ประมาณ 15,000 – 30,000 บาท/เดือน
ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลไทยโตเฉลี่ย 8–12% ต่อปี จนทำให้ค่ารักษาในบางโรคอาจเพิ่มขึ้นถึง 15% ต่อปี และภายใน 10–15 ปี ประมาณการค่าใช้จ่ายด้านการรักษาอาจเพิ่มขึ้นอีก 2–3 เท่าเลยทีเดียว แปลว่า ถ้าไม่เตรียมเงินไว้ วันนี้ 1 ล้านบาท อาจไม่พอในอนาคต
ทำไม “ประกันสุขภาพอย่างเดียว” อาจไม่พอ
ที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจว่า “มีประกันสุขภาพแล้วจบ” แต่ความจริงคือ
- การทำประกันสุขภาพเป็นการเตรียมพร้อมวางแผนค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาเพียงพอแต่อาจจะไม่แต่ไม่ครอบคลุมรายได้ที่หายไป หากป่วยหนักแล้วต้องหยุดงาน เท่ากับเรามีรายได้ = 0 แต่ค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม
- ค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ได้อยู่ในบิลโรงพยาบาล เช่น ค่าเดินทาง / ค่าคนดูแล ค่าพักฟื้นระยะยาว ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายครอบครัว ซึ่งในส่วนนี้อาจเพิ่มอีกเป็นหลักแสน – หลักล้านบาทก็ได้ขึ้นอยู่กับอาการของโรคที่เป็น
- โรคร้ายแรงบางระยะ ยังไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เช่น มะเร็งระยะเริ่มต้น โรคหัวใจบางกรณี ที่แม้จะมีประกันสุขภาพแล้วก็อาจจ่ายไม่เต็ม หรือไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
ในเรื่องนี้ ประกันโรคร้ายแรง (CI) สามารถเข้ามาช่วยในการวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มเติมจากส่วนที่ประกันสุขภาพไม่ได้ให้ความคุ้มครอง เพราะการทำประกันโรคร้ายแรงนั้น หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง บริษัทประกันจะจ่ายเงินก้อนให้กับผู้ทำประกันทันที โดยผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทำประกันโรคร้ายแรง คือการใช้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม ,ใช้เป็น “เงินชดเชยรายได้” ,ใช้ดูแลครอบครัว ,ใช้พักฟื้นโดยไม่กังวลเรื่องเงิน เป็นต้น
3เหตุผลที่ “ต้องมี” ประกันโรคร้ายแรง
- ป้องกันเงินเก็บหายทั้งก้อน เพราะโรคเดียวอาจใช้เงินเก็บทั้งชีวิต
- ลด “Longevity Risk” เพราะการที่เรามีอายุยืนยาวขึ้น หากเกิดเจ็บป่วยก็จะต้องนำเงินที่ออมไว้ไปใช้จ่ายทำให้เงินหมดเร็วแม้จะหายป่วยแต่เมื่อเงินหมดไปกับการรักษาแล้วก็จะกระทบต่อแผนเกษียณที่วางไว้ได้
- ช่วยรักษาคุณภาพชีวิต โดยไม่ต้องเลือกระหว่างรักษาดีกับ รักษาเท่าที่มีเงิน หากมีการทำประกันโรคร้ายแรงไว้ลดความเสี่ยง
เทคนิคซื้อประกันโรคร้ายแรงให้ “คุ้มจริง”
- เทคนิคที่ 1 เลือกวงเงินความคุ้มครองให้สัมพันธ์รายได้ จากสูตรง่ายๆ คือ เลือกวงเงินความคุ้มครองอย่างน้อย 3–5 เท่าของรายได้ต่อปี หรือขั้นต่ำ 1–3 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มีวงเงินขั้นต่ำที่ 2–5 ล้านบาท
- เทคนิคที่ 2 เลือกแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมหลายระยะ เช่น ระยะเริ่มต้น (Early stage) ระยะรุนแรง (Major stage) ดีกว่าแบบจ่ายเฉพาะระยะสุดท้าย
- เทคนิคที่ 3 เช็กจำนวนโรคที่คุ้มครอง โดยมาตรฐาน กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองประมาณ 20–40 โรค ส่วนแผนประกันที่ออกใหม่ๆ จะคุ้มครองประมาณ 50–100 โรค เพราะยิ่งให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมหลายโรคก็จะยิ่งลดความเสี่ยงในการคุ้มครองโรคได้
- เทคนิคที่ 4 ดูเงื่อนไขการจ่ายเงิน ต้องเช็กให้ชัด ว่าในการจ่ายเคลมให้กับผู้ทำประกันเป็นการจ่ายครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มีการเคลมซ้ำได้หรือไม่ มีระยะเวลารอคอย (waiting period) กี่วัน
- เทคนิคที่5 ซื้อควบคู่กับแผนประกันสุขภาพ โดยสูตรที่ แนะนำ คือ ทำประกันสุขภาพไว้จ่ายค่ารักษาส่วนประกันโรคร้ายแรงเพื่อรับเงินก้อน จัดเป็นคู่ของประกันที่ต้องมีในยุคค่ารักษาพุ่งสูง
- เทคนิคที่ 6 ซื้อ ตอนที่สุขภาพยังดี เพราะจ่ายเบี้ยถูกกว่าซื้อตอนที่เป็นโรคแล้ว ไม่ต้องโดนยกเว้นความคุ้มครองโรคที่เคยเป็นมาก่อน และยังผ่านการอนุมัติง่ายกว่า เพราะถ้ารอให้ป่วยแล้วมาซื้อประกันจะซื้อไม่ได้แล้ว
พบกับผลิตภัณฑ์ประกันหลากหลาย ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันวินาศภัย พร้อมแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษในรอบปี ในงาน“มหกรรมการเงิน Money Expo 2026” วันที่ 7–10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ธีม “AI Wealth Creation” งานเดียวที่รวมทุกคำตอบเรื่องประกันไว้อย่างครบครัน