โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Honda เบรกลงทุนโรงงาน EV แคนาดา 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หันโฟกัสรถไฮบริด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.34 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Honda เบรกลงทุนโรงงาน EV แคนาดา 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หันโฟกัสรถไฮบริด หลังตลาด EV สหรัฐซบเซาและนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าถูกยกเลิกในยุคทรัมป์

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 00.21 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า Honda Motor เตรียมระงับแผนการสร้างโรงงานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด หลังความต้องการรถ EV ในสหรัฐชะลอตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทหันกลับมาให้น้ำหนักกับรถยนต์ไฮบริดเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ในอเมริกาเหนือ

รายงานระบุว่า ฮอนด้าได้ตัดสินใจตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้เลื่อนโครงการก่อสร้างโรงงาน EV และโรงงานแบตเตอรี่ในรัฐออนแทรีโอออกไป 2 ปี จากแผนเดิมที่ประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2567 และตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในปี 2571

อย่างไรก็ตาม หลังประเมินว่าสถานการณ์ตลาด EV ในระยะสั้นไม่น่าจะฟื้นตัวได้เร็ว บริษัทจึงตัดสินใจพักโครงการแบบไม่มีกำหนด และเริ่มหารือกับรัฐบาลแคนาดา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกโครงการทั้งหมด ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ

เดิมที ฮอนด้าวางแผนลงทุนรวม 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโรงงาน EV กำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี และโรงงานแบตเตอรี่ พร้อมได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลแคนาดา และได้เข้าซื้อที่ดินสำหรับโครงการแล้ว

โครงการดังกล่าวตั้งใจใช้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถ EV ภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act ของสหรัฐ ที่ผ่านในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อปี 2565 แต่ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกยกเลิกในเดือนกันยายน ส่งผลให้ราคารถ EV หลายรุ่นในตลาดสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้สหรัฐยังผ่อนคลายข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ผลิตรถยนต์ในเดือนธันวาคม ทำให้ค่ายรถสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องผลิตรถ EV จำนวนมากเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดาที่ยังไม่มีข้อสรุป ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด

ยอดขายรถ EV ในสหรัฐช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ร่วงลง 36% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่สัดส่วนยอดขายรถไฮบริดกลับพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19% จาก 11% ในปีก่อนหน้า

ฮอนด้าจึงเตรียมยุติการผลิตรถ EV รุ่น Prologue ซึ่งพัฒนาร่วมกับ General Motors ภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และจะยุติการขายเมื่อสต็อกสินค้าหมดลง โดยรถรุ่นดังกล่าวเปิดตัวในปี 2567 แต่บริษัทต้องอัดเงินจูงใจจำนวนมากให้ตัวแทนจำหน่ายเพื่อเร่งยอดขาย

ก่อนหน้านี้ ฮอนด้ายังยุติการผลิตรถ EV รุ่น Acura ZDX และในเดือนมีนาคม บริษัทตัดสินใจยกเลิกการพัฒนารถ EV อีก 3 รุ่นสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ รวมถึงรถ 2 รุ่นในซีรีส์เรือธง “0 Series”

บริษัทคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับกลยุทธ์ EV สูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2569

ฮอนด้ายังเตรียมลดงบลงทุนด้านระบบไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ทั่วโลกภายในปี 2573 จากแผนเดิม 7 ล้านล้านเยน พร้อมปรับกลยุทธ์ในอเมริกาเหนือให้มุ่งเน้นรถไฮบริดมากขึ้น

ปัจจุบัน บริษัทสามารถผลิตรถ EV ในอเมริกาเหนือได้จากโรงงานในรัฐโอไฮโอ ซึ่งฮอนด้าลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์จนถึงปี 2568 เพื่อปรับสายการผลิตให้สามารถผลิตรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด และรถ EV บนสายการผลิตเดียวกันได้

ขณะเดียวกัน โรงงานแบตเตอรี่ในโอไฮโอที่สร้างร่วมกับ LG Energy Solution เดิมสำหรับผลิตแบตเตอรี่รถ EV จะถูกปรับไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถไฮบริดและระบบกักเก็บพลังงานแทน โดยฮอนด้าเตรียมเข้าซื้ออาคารและทรัพย์สินจากบริษัทร่วมทุน เพื่อให้สามารถสลับการผลิตระหว่างแบตเตอรี่ไฮบริดและ EV ได้ตามนโยบายของรัฐบาล

ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกของฮอนด้าลดลง 8% ในปีที่ผ่านมา เหลือ 3.52 ล้านคัน โดยตลาดจีนได้รับผลกระทบหนัก ยอดขายลดลงถึง 60% จากจุดสูงสุดในปี 2563 เนื่องจากแข่งขันด้านราคากับแบรนด์ท้องถิ่นไม่ได้ ในทางกลับกัน ตลาดอเมริกาเหนือยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คิดเป็นมากกว่า 40% ของยอดขายทั้งหมด จากความต้องการรถเครื่องยนต์น้ำมันและรถไฮบริดที่ยังแข็งแกร่ง

ไม่ใช่เพียงฮอนด้าเท่านั้นที่เผชิญความยากลำบากในตลาด EV อเมริกาเหนือโดย Nissan Motor ได้ยกเลิกแผนผลิตรถ EV 2 รุ่นในรัฐมิสซิสซิปปี ขณะที่ Ford Motor, Stellantis และ GM ต่างชะลอการพัฒนารถ EV หรือบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าจำนวนมากจากธุรกิจ EV

ฮอนด้าเตรียมจัดแถลงแผนธุรกิจในเดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะรวมถึงการปรับยุทธศาสตร์ในอเมริกาเหนือ การแก้ปัญหาธุรกิจในจีน และแผนขยายตลาดในอินเดีย

อย่างไรก็ตาม แม้อเมริกาเหนือจะชะลอตัว แต่ตลาด EV โลกโดยรวมยังเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก MarkLines ระบุว่า ยอดขายรถ EV และ Plug-in Hybrid ใน 15 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้น 18% ในปี 2568 แตะ 18.12 ล้านคัน ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากวิกฤตตะวันออกกลาง กำลังกระตุ้นความสนใจต่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...