‘พิพัฒน์’ ดันมอเตอร์เวย์ทางน้ำ ฟุ้งแก้น้ำท่วม-ยกระดับขนส่ง
สนข. เด้งรับนโยบาย ‘พิพัฒน์’ จ่อของบปี 70 กว่า 40 ล้าน ลุยศึกษาโปรเจกต์ใหม่ ‘มอเตอร์เวย์ทางน้ำ’ ระยะทาง 240 กม. ใช้เวลาศึกษา 18 เดือน เพิ่มศักยภาพขนส่งทางน้ำ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา
5 พ.ค. 2569 - นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ตามที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ สนข. ศึกษาโครงการใหม่ คือ “มอเตอร์เวย์ทางน้ำ” เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคมของประเทศ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยโครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้มี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การเป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำ และ 2.การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ
ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในระดับแนวคิด โดย สนข. มีแผนผลักดันการศึกษาความเหมาะสมของโครงการในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุมทั้งด้านความคุ้มค่าการลงทุน รูปแบบการลงทุน และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ตั้งกรอบงบประมาณเบื้องต้นสำหรับการศึกษาไว้ประมาณ 40 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม วงเงินดังกล่าว ยังต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงบประมาณ จึงอาจมีการปรับเปลี่ยนในขั้นตอนต่อไป
นายจิรโรจน์ กล่าวต่อว่า โครงการมอเตอร์เวย์ทางน้ำถือเป็นโครงการใหม่ที่เกิดจากนโยบายของกระทรวงคมนาคม โดย สนข. ทำหน้าที่ศึกษาในรายละเอียดทั้งหมด ทั้งความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมในอนาคต ซึ่ง สนข. ตั้งเป้าดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 18 เดือน เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายในระยะถัดไปต่อไป
สำหรับแนวเส้นมอเตอร์เวย์ทางน้ำนั้น เบื้องต้นมีแผนจะนำร่องเส้นทางจากจังหวัดนครสวรรค์-จังหวัดสมุทรสาคร ระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร (กม.) ตามแนวโครงข่าย MR1 ซึ่งเป็นแนวเหนือ–ใต้ เชื่อมต่อจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม ก่อนระบายลงสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยรูปแบบโครงการจะเป็นการขุดคลองใหม่โดยมนุษย์ ส่วนการเวนคืนที่ดินนั้น จะกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด ซึ่งจะผ่านพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหลัก ในด้านรูปแบบทางวิศวกรรม เบื้องต้นกำหนดความลึกของร่องน้ำไว้ประมาณ 5 เมตร เพื่อรองรับเรือบรรทุกสินค้าที่ปัจจุบันใช้ในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสามารถพัฒนาเพื่อรองรับการเดินเรือในอนาคตได้ อีกทั้ง เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำโดยเฉพาะ
นายจิรโรจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับประโยชน์ของโครงการฯ นั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ โดยสามารถตัดเส้นทางให้ตรงและรวดเร็วขึ้น ลดข้อจำกัดของแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่มีลักษณะคดเคี้ยว และมีข้อจำกัดด้านความสูงของสะพาน ทำให้การเดินเรือในปัจจุบันไม่สะดวก อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในบางช่วงของลำน้ำ นอกจากนี้ จะช่วยบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยสามารถผันน้ำส่วนเกินจากพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยได้โดยตรง ลดปริมาณน้ำที่ต้องไหลผ่านพื้นที่รับน้ำ อาทิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรและชุมชน