โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ก.ล.ต.สหรัฐ เสนอเปิดทาง “บริษัทจดทะเบียน” ยกเลิกงบรายไตรมาส รายงานปีละ 2 ครั้งได้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 04.07 น.

ก.ล.ต.สหรัฐ เสนอเปิดทาง "บริษัทจดทะเบียน" ยกเลิกงบรายไตรมาส รายงานปีละ 2 ครั้งได้ โดยฝ่ายธุรกิจมองว่าจะช่วยลดภาระและแรงกดดันระยะสั้น

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 02.52 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า U.S. Securities and Exchange Commission หรือ ก.ล.ต.สหรัฐ เสนอแผนครั้งใหญ่ในการปรับกฎเกณฑ์ตลาดทุน โดยเปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ สามารถเปลี่ยนจากการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสเป็นเพียงปีละ 2 ครั้งได้ ซึ่งถือเป็นการสั่นสะเทือนแนวทางกำกับดูแลบริษัทมหาชนของสหรัฐฯ ที่ใช้อยู่มายาวนานกว่า 55 ปี

ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก โดยทรัมป์เคยวิจารณ์ว่าการรายงานผลประกอบการทุกไตรมาสสร้างแรงกดดันให้บริษัทมุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นมากเกินไป

ภายใต้ข้อเสนอใหม่ บริษัทจดทะเบียนอาจไม่จำเป็นต้องเปิดเผยผลประกอบการอย่างละเอียด 4 ครั้งต่อปีภายใน 45 วันหลังสิ้นสุดไตรมาสอีกต่อไป แต่สามารถเลือกใช้ระบบรายงานแบบครึ่งปีแทนได้

Paul Atkins ประธาน SEC กล่าวว่า กฎระเบียบเดิมของ SEC มีความแข็งตัวเกินไป และขัดขวางไม่ให้บริษัทกับนักลงทุนตัดสินใจร่วมกันว่า ความถี่ในการเปิดเผยข้อมูลแบบใดเหมาะสมที่สุดต่อธุรกิจและผู้ถือหุ้น

แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์และบริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง เช่น JPMorgan Chase ซึ่งมองว่าการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสเป็นภาระต้นทุนที่สูง และส่งเสริมวัฒนธรรมมองระยะสั้นมากกว่าการวางแผนธุรกิจระยะยาว

กลุ่มผู้สนับสนุนยังเชื่อว่า ข้อกำหนดด้านการรายงานที่เข้มงวดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐลดลงอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวลว่า การรายงานผลประกอบการทุกไตรมาสช่วยให้ตลาดมีความโปร่งใสและลดความผันผวนได้มากกว่า ทำให้ข้อเสนอนี้อาจกลายเป็นสมรภูมิถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่างภาคธุรกิจกับนักลงทุนในช่วง 60 วันที่ SEC เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

Bryan Corbett ประธานสมาคมอุตสาหกรรมการเงิน MFA ระบุว่าSEC ควรสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายลดภาระด้านกฎระเบียบให้บริษัท กับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องพึ่งพาข้อมูลทางการเงินที่ทันเวลาเพื่อใช้ประเมินมูลค่าบริษัทและตัดสินใจลงทุน

SEC ยังตั้งคำถามสำคัญว่า หากบริษัทเปลี่ยนไปใช้การรายงานแบบครึ่งปี จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง “Insider Trading” หรือการใช้ข้อมูลวงในซื้อขายหุ้นหรือไม่ รวมถึงผลกระทบต่อการเปิดเผยข้อมูลสมัครใจ เช่น ข่าวประชาสัมพันธ์ผลประกอบการ หรือการประชุมนักวิเคราะห์

เจ้าหน้าที่ SEC รายหนึ่ง ระบุว่า แม้บริษัทจะเลือกยื่นรายงานผลประกอบการแบบครึ่งปี แต่ก็ยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลรายไตรมาสผ่านข่าวประชาสัมพันธ์หรือจัดประชุมชี้แจงนักลงทุนได้ตามสมัครใจ

นักบริหารสินทรัพย์หลายรายมองว่า บริษัทจำนวนมากอาจยังไม่รีบเปลี่ยนระบบในทันที โดยหากบริษัทต้องการใช้ระบบรายงานแบบครึ่งปี เพียงแค่ระบุความประสงค์ในเอกสารรายงานประจำปีต่อ SEC ซึ่งโอกาสแรกที่สามารถดำเนินการได้จะอยู่ในช่วงต้นปี 2570

ในเอกสารข้อเสนอ SEC ยอมรับว่าการรายงานแบบครึ่งปีมีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น การล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ และการเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลระหว่างนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าถึงข้อมูลทางเลือกได้กับนักลงทุนทั่วไป

SEC เตือนว่า หากนักลงทุนรู้สึกว่าตลาดไม่เป็นธรรมอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น สภาพคล่องของตลาด และการมีส่วนร่วมของนักลงทุนในระยะยาว นอกจากนี้ยังอาจทำให้ต้นทุนระดมทุนของบริษัทสูงขึ้น และลดประสิทธิภาพในการตรวจสอบการบริหารงานของผู้บริหาร

เจ้าหน้าที่ SEC ยังระบุว่า บริษัทจะต้องพิจารณาความต้องการของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ด้วย โดยเฉพาะหากบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมยังคงรายงานผลประกอบการรายไตรมาส

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจกระทบต่อเกณฑ์ของดัชนีหุ้นสำคัญด้วย โดยแม้ดัชนี Nasdaq 100 จะไม่ได้บังคับให้บริษัทสมาชิกต้องรายงานผลประกอบการรายไตรมาส แต่ดัชนี S&P 500 ยังมีข้อกำหนดดังกล่าวอยู่

ก่อนหน้านี้ Nasdaq เคยเผยแพร่รายงานระบุว่า การรายงานผลประกอบการรายไตรมาสสร้างภาระมากเป็นพิเศษต่อบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ

Mike Reynolds นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Glenmede กล่าวว่า หากการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถช่วยกระตุ้นให้บริษัทขนาดเล็กเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น ก็จะถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับตลาดทุนสหรัฐในอนาคต

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...