ธปท.เปิดหนี้เกษตรกรพุ่ง ติดกับดักจ่าย ‘แค่ดอกเบี้ย’
ธปท.เปิดหนี้เกษตรกรได้พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ทุกระดับ พบพฤติกรรม "จ่ายดอกเบี้ย" กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้ กุญแจสำคัญ 3 ดอก สู่การแก้หนี้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 4/69 หัวข้อ "ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย"
นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะหนี้เกษตรกรไทยกำลังแผ่ขยายและหยั่งรากลึกเป็นวิกฤตสะสมมากว่า 3 ปี สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ (PIER) จึงจัดเก็บข้อมูลร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อวิเคราะห์หาทางออก
จากข้อมูลพบว่า หากประเมินจากตัวเลขหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลเท่านั้น อาจไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริงของปัญหาหนี้เกษตรกร เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมาได้ช่วยพยุงสถานะลูกหนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้เกษตรกรกว่า 3.97 ล้านราย ย้อนหลังหนึ่งทศวรรษ พบความน่ากังวลคือ ปริมาณหนี้เกษตรกรได้พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ทุกระดับ ค่ากลางขยับจาก 200,000 เป็น 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า ลูกหนี้กว่า 30% มีหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 8 ปี และกว่า 30% กำลังแบกภาระหนี้เกินครึ่งล้านบาท
นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า วิกฤตที่แท้จริงซ่อนอยู่ในพฤติกรรม "จ่ายดอกเบี้ย" กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศแล้ว โดยช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ลูกหนี้ที่ชำระเพียงดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 20% เป็นเกินกว่าครึ่ง
ในขณะที่มีลูกหนี้เพียง 10% เท่านั้นที่สามารถจ่ายลดเงินต้นได้อย่างสม่ำเสมอ หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไร้มาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด ลูกหนี้เกษตรกรกว่าครึ่งมีแนวโน้มที่จะติดอยู่ใน"กับดักหนี้" ที่ไม่อาจปิดจบได้ และจะกลายเป็น"กับดักการพัฒนา" ที่บั่นทอนศักยภาพของครัวเรือนและภาคเกษตรไทยในระยะยาว
เข้าใจอุปสรรคที่ทำให้เกษตรกรหนีไม่พ้นกับดักหนี้ เพื่อ "ติดกระดุมให้ถูกเม็ด"
นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า ข้อจำกัดเชิงศักยภาพและรายได้คืออุปสรรคสำคัญ โดยลูกหนี้เกษตรกรกว่า 42% มีรายได้คงเหลือไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ และต้องเผชิญกับความเสี่ยงของรายได้ตกต่ำทุก 3 ปี เมื่อปริมาณหนี้พอกพูนจนเกินกำลัง รายได้ที่มีจึงถูกใช้เพียงเพื่อประคับประคองการจ่ายดอกเบี้ย ไม่สามารถชำระเพื่อลดเงินต้นได้
อุปสรรคเชิงพฤติกรรมและต้นทุนธุรกรรมแฝง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการชำระหนี้ของเกษตรกรในวงกว้าง งานวิจัยของเราพบว่าปัญหาด้านวินัยการเงินถูกซ้ำเติมด้วยปัญหา mismatching ของงวดชำระรายปีที่ไม่สอดคล้องกับรอบรายได้จริง ทำให้รายได้ของเกษตรกรกว่า 65% ที่เข้ามาถี่ขึ้นและจากหลายแหล่งมากขึ้น ไม่ได้ถูกจัดสรรมาชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ผนวกกับต้นทุนธุรกรรมในการไปชำระหนี้ที่สาขาที่สูงถึง 300-1,000 บาทต่อครั้ง ทำให้การชำระหนี้ก้อนเล็กที่มีเหลือในแต่ละเดือนไม่คุ้มค่า
นอกจากนี้ แรงจูงใจที่บิดเบือนจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีตและการขาดความตระหนักรู้ในสถานะหนี้ ก็เป็นกำแพงสำคัญที่ลดทอนความพยายามในการชำระหนี้
การออกแบบนโยบายที่ “ถูกฝาถูกตัว” ต้องเริ่มจากการจำแนกปัญหาลูกหนี้ตามต้นตอของปัญหา โดยเราสามารถจำแนกลูกหนี้ออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่สามารถปิดจบหนี้ได้เอง ซึ่งมีเพียง 25%
2.กลุ่มที่มีแนวโน้มจะปิดจบหนี้ไม่ได้ แต่มีรายได้ส่วนเหลือเพียงพอที่จะปิดจบหนี้ได้หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระหนี้ กว่า 30% และ 3.กลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพที่จะปิดจบได้กว่า 22% ของลูกหนี้ทั้งหมด
ก้าวข้ามกับดักนโยบายแก้หนี้: Policy gaps และมาตรการแก้หนี้ที่ควรทำ
นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า การมุ่งเน้นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นในอดีต คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้ปัญหาหนี้ถูก"แช่แข็ง" ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา มาตรการส่วนใหญ่เน้นการพักหนี้และเลื่อนงวดชำระอย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงสถานะไม่ให้เป็นหนี้เสีย ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้ถึง 45% ในปัจจุบัน และถูกใช้เป็นวงกว้างแม้กับกลุ่มที่มีศักยภาพ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรไม่ตรงจุดแล้ว ยังบิดเบือนแรงจูงใจจนบั่นทอนวินัยทางการเงินด้วย
ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ตามศักยภาพเพื่อปลดล็อกให้การชำระหนี้ถึงเงินต้นกลับยังทำได้ในวงจำกัด สำหรับกลุ่มที่หนี้เกินศักยภาพ จึงต้องการปิดช่องว่างนโยบายจากการเปลี่ยนผ่าน สู่มาตรการระยะยาวที่มุ่ง "ติดกระดุมเม็ดแรก" ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพและลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไข และเปลี่ยนจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นต่างๆ สู่การปรับสัญญาชำระหนี้ให้ยืดหยุ่นขึ้น
"แรงจูงใจที่บิดเบือนจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีตและการขาดความตระหนักรู้ในสถานะหนี้ ก็เป็นกำแพงสำคัญที่ลดทอนความพยายามในการชำระหนี้ ทำให้ต้องมีการออกแบบนโยบายที่ถูกฝาถูกตัว" นางโสมรัศมิ์ กล่าว
นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการแก้ไขคือ การปรับเปลี่ยนมาตรการให้ถูกฝาถูกตัวผ่าน 3 ข้อ
1. กลุ่มลูกหนี้ที่ปิดจบหนี้ได้เอง: ควรลดมาตรการช่วยเหลือที่ไร้เงื่อนไข และเปลี่ยนไปใช้สัญญาชำระหนี้ที่ยืดหยุ่นควบคู่กับมาตรการจูงใจเพื่อรักษาและส่งเสริมวินัยทางการเงิน
2. กลุ่มลูกหนี้ที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้: ต้องมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไขเพื่อให้สามารถชำระเงินต้นและลดหนี้ได้เอง และการสร้างเสริมศักยภาพในการสร้างรายได้ ก่อนจะเสริมด้วยมาตรการสร้างวินัย รวมถึงพิจารณาตัดหนี้สูญให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุไร้สินทรัพย์
3. กลุ่มลูกหนี้ที่อาจปิดจบได้หากมีการปรับพฤติกรรม: การใช้กลไกสะกิดพฤติกรรม (nudges) และมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ที่เอื้อต่อการทยอยชำระ จะมีประสิทธิผลสูงในการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก "จ่ายแต่ดอก" ให้กลับมาลดเงินต้นได้ตามศักยภาพ
โดยมองว่า กุญแจสำคัญสู่การแก้หนี้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมมี 3 ดอก ได้แก่
1. งบประมาณจากรัฐที่เน้น "การลงทุน" มากกว่า "การอุดหนุน" โดยรัฐต้องมองการใช้งบประมาณเพื่อปรับโครงสร้างและลดภาระหนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อให้เกษตรกรกลับมาพึ่งพาตนเองได้ แทนการช่วยเหลือเรื้อรังที่บั่นทอนวินัยทางการเงินและสร้างความเปราะบางให้ระบบเศรษฐกิจ
2. โมเดลแก้หนี้ผ่านความร่วมมือ (partnership) ระหว่างรัฐ ที่ช่วยวางรากฐานการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง "สถาบันการเงิน" ที่ทำหน้าที่เชิงรุกในการสร้างวินัยและเงื่อนไขการชำระที่ยืดหยุ่น และ "ลูกหนี้" ที่มีความมุ่งมั่นในการพึ่งตนเองและชำระหนี้อย่างเต็มกำลัง
3. การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ ช่วยในการมุ่งเป้า และประเมินศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและการช่วยเหลือตอบโจทย์รายบุคคลได้มากขึ้น
นอกจากการจัดการหนี้เดิม ความยั่งยืนในระยะยาวต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่หนุนการปรับตัว ควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและ safety net โดยมีหัวใจสำคัญที่สุดคือการยกระดับศักยภาพและรายได้เพื่อให้เกษตรกรเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาตนเองได้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ธปท. ขอความร่วมมือสถาบันการเงิน-สินเชื่อ ผ่อนปรนหนี้เดิม-เติมเงินใหม่ ช่วยลูกหนี้
- ‘ธปท.’ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ‘รมว.คลัง’ ชี้สงครามดันเงินเฟ้อเข้ากรอบเร็วกว่าคาด!
- ‘ธปท.’ ยันระบบธนาคารพาณิชย์มั่นคง มีเสถียรภาพ สภาพคล่องสูง
ติดตามเราได้ที่