อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้อง ‘ทรานส์ฟอร์ม’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
นั่งแท่นแม่ทัพใหญ่ “สถาบันยานยนต์” องค์กรอิสระ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการ เข้ามานั่งดูแล กำกับการตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
ได้เปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงแนวคิดการขับเคลื่อนสถาบันยานยนต์ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
จุดเปลี่ยน-เป้าหมายชัดเจน
ที่ผ่านเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการรุกคืบก้าวเข้าสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว จากที่ไทยพยายามโปรโมตตั้งแต่ปี 2558 กับนโยบาย EV1 และ EV2 ผ่านมาตรการของบีโอไอ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุน
จนได้รับการตอบรับอย่างมาก ก็คือ EV3.0 ที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดนโยบายให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” ต่อจากการเป็นฐานผลิตปิกอัพขนาด 1 ตัน โปรดักต์แชมเปี้ยนตัวแรก และสานต่อความสำเร็จอีกขั้นด้วยรถอีโคคาร์ โปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่สอง
จากนั้นส่งเสริมการลงทุนและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทย มีการจัดตั้ง Board EV มาจนถึงมาตรการ EV3.0 จนมาถึง EV3.5
ถือว่าไทยเดินมาถูกทาง มีค่ายรถยนต์เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในไทยถือเป็นรอยต่อความสำเร็จ และความท้าทายของอุตสาหกรรมและสถาบันยานยนต์ ต้องการมีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
นโยบายอีวีต้องแข็งแรง
วันนี้รถยนต์อีวีในไทยมีความแข็งแรงและแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมก็มีการบ้านใหม่เนื่องจากตลาดหลักอย่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ซึ่งมีซัพพลายเชน 2,000 กว่าราย จะไปในทิศทางใด ชิ้นส่วนนับ “หมื่น” ชิ้น จะเดินไปต่ออย่างไร
ปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์อีวีอยู่ 8 ราย มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 500,000 คัน
ดังนั้นโจทย์หลักคือ ทำอย่างไรจะให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถ “ทรานส์ฟอร์ม” ไปในตลาดรถอีวีได้ ไทยไม่ต้องการเป็นแค่ประเทศฐานการประกอบเท่านั้น
บีโอไอกำหนดเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ชิ้นส่วนสำคัญที่จะต้องมีการผลิตจากไทย วันนี้เริ่มเห็นชิ้นส่วนสำคัญๆ ของอีวีเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยแล้ว
แม้ว่าการเข้าไปอยู่ใน Tier 1 ของผู้ผลิตชิ้นส่วนคนไทยยังยากอยู่ แต่ภาครัฐพยายามส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโยลี การลงทุน และให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่ตกขบวน
อย่างการกำหนดโลคอลคอนเทนต์ บังคับใช้ชิ้นส่วนในไทยอย่างน้อย 40% เพื่อตีกรอบให้ค่ายรถใช้ชิ้นส่วนในไทยมากขึ้น
อย่าง “มอเตอร์” ถือเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญ ในฐานะเรายังไม่สามารถทำตรงนี้ได้ อย่างน้อยเราดึงผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตก่อน และพยายามให้ซัพพลายเออร์คนไทยเข้าไปมีส่วนร่วม
“ผมก็พยายามขายไอเดีย ใน China ASEAN Summit บอกไปว่าอย่ามาคิดว่าลงทุนไทยเพื่อขายในไทย อยากให้มองในแง่ฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ใช้ไทยเป็นฐานแล้วให้ไทยเราเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้วย”
บาลานซ์ ICE-EV
อีกมุมหนึ่ง คือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องมากกว่า 10,000 ชิ้น ขณะที่รถยนต์อีวีใช้ชิ้นหลักพัน มีซัพพลายเออร์น้อยกว่า แน่นอนว่าความเป็นฐานการผลิตไทยมีความเสี่ยง ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต่างต้องพัฒนาตัวเอง พยายามลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อก่อนการย้ายฐานการผลิตเป็นเรื่องยาก แต่อนาคตใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ตรงนี้น่าคิด
วันนี้เริ่มมีค่ายรถจีนเข้ามาตั้งศูนย์ R&D Technical Center ในบ้านเราเพิ่มขึ้น
อีกทั้งความต้องการใช้รถยนต์มีความหลากหลาย มีประเทศต้องการใช้รถยนต์อีวี และก็มีบางประเทศก็ยังต้องการรถสันดาปภายใน อย่างรถดีเซล, ไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เชื่อว่าทั้งค่ายรถยนต์จีน-ญี่ปุ่น นั้นสามารถไปด้วยกันได้ ในฐานะที่ไทยเป็นฐานผลิตทุกคนต้องปรับตัว
ไทยยังเป็นฮับผลิตรถยนต์
“ไทย” ยังคงเป็นฮับการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก เพียงแต่จะยืนอยู่อย่างไรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากกว่า สถาบันยานยนต์มองเรื่องการ “ทรานส์ฟอร์ม”
วันนี้เริ่มมีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน ทำอย่างไรจะให้ผู้ผลิตคนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น อีกโอกาสที่มีความเป็นได้คือ Future Mobility ที่มี ระบบ CASE วันนี้มีแต่การพูดถึงElectricพลังงานไฟฟ้า
แต่ส่วนที่เหลือยังไม่มีการพูดถึง ไทยยังขาด Connected Autonomous กลุ่ม Smart Function ในรถยนต์ ยังไม่มีระบบนี้ อนาคตรถยนต์จะเป็น แต่เป็น SDV – Software Defined Vehicle รถที่ถูกจัดการโดยซอฟต์แวร์ ไทยต้องเตรียมความพร้อม
สถาบันยานยนต์เตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ต้องเตรียม ทรัพยากร บุคลากรเพื่อไปให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้
แยกโจทย์ใหญ่
ต้องแยกโจทย์ออกเป็น 2 ข้อใหญ่ คือ 1.การทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการปรับตัว อาจจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนบ้าง แต่ท้ายที่สุดต้องพยายามผลักดันให้เกิดการผลิตในประเทศไทย ดึง R&D ของค่ายรถจีนเข้ามาตั้งฐานในไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ Software และ Smart Function
2. ชิ้นส่วนต้องทรานส์ฟอร์ม รถยนต์สันดาปภายในก็จะไม่หมดไป แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปยังชิ้นส่วนอื่น ๆ เช่น เครื่องมือแพทย์, รถไฟระบบราง, อากาศยาน ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่า และโอกาสทางธุรกิจ
ท้ายสุดผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงมีโอกาส และตลาดให้ไปต่อ อีกทั้งความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยยังเป็นจุดแข็ง และจุดขายสำคัญ ในการต่อยอดความสำเร็จและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้อง ‘ทรานส์ฟอร์ม’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net