โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้อง ‘ทรานส์ฟอร์ม’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 00.45 น.
เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

นั่งแท่นแม่ทัพใหญ่ “สถาบันยานยนต์” องค์กรอิสระ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการ เข้ามานั่งดูแล กำกับการตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ได้เปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงแนวคิดการขับเคลื่อนสถาบันยานยนต์ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

จุดเปลี่ยน-เป้าหมายชัดเจน

ที่ผ่านเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการรุกคืบก้าวเข้าสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว จากที่ไทยพยายามโปรโมตตั้งแต่ปี 2558 กับนโยบาย EV1 และ EV2 ผ่านมาตรการของบีโอไอ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุน

จนได้รับการตอบรับอย่างมาก ก็คือ EV3.0 ที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดนโยบายให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” ต่อจากการเป็นฐานผลิตปิกอัพขนาด 1 ตัน โปรดักต์แชมเปี้ยนตัวแรก และสานต่อความสำเร็จอีกขั้นด้วยรถอีโคคาร์ โปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่สอง

จากนั้นส่งเสริมการลงทุนและการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทย มีการจัดตั้ง Board EV มาจนถึงมาตรการ EV3.0 จนมาถึง EV3.5

ถือว่าไทยเดินมาถูกทาง มีค่ายรถยนต์เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในไทยถือเป็นรอยต่อความสำเร็จ และความท้าทายของอุตสาหกรรมและสถาบันยานยนต์ ต้องการมีส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

นโยบายอีวีต้องแข็งแรง

วันนี้รถยนต์อีวีในไทยมีความแข็งแรงและแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมก็มีการบ้านใหม่เนื่องจากตลาดหลักอย่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ซึ่งมีซัพพลายเชน 2,000 กว่าราย จะไปในทิศทางใด ชิ้นส่วนนับ “หมื่น” ชิ้น จะเดินไปต่ออย่างไร

ปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์อีวีอยู่ 8 ราย มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 500,000 คัน

ดังนั้นโจทย์หลักคือ ทำอย่างไรจะให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สามารถ “ทรานส์ฟอร์ม” ไปในตลาดรถอีวีได้ ไทยไม่ต้องการเป็นแค่ประเทศฐานการประกอบเท่านั้น

บีโอไอกำหนดเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ชิ้นส่วนสำคัญที่จะต้องมีการผลิตจากไทย วันนี้เริ่มเห็นชิ้นส่วนสำคัญๆ ของอีวีเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยแล้ว

แม้ว่าการเข้าไปอยู่ใน Tier 1 ของผู้ผลิตชิ้นส่วนคนไทยยังยากอยู่ แต่ภาครัฐพยายามส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโยลี การลงทุน และให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่ตกขบวน

อย่างการกำหนดโลคอลคอนเทนต์ บังคับใช้ชิ้นส่วนในไทยอย่างน้อย 40% เพื่อตีกรอบให้ค่ายรถใช้ชิ้นส่วนในไทยมากขึ้น

อย่าง “มอเตอร์” ถือเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญ ในฐานะเรายังไม่สามารถทำตรงนี้ได้ อย่างน้อยเราดึงผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตก่อน และพยายามให้ซัพพลายเออร์คนไทยเข้าไปมีส่วนร่วม

“ผมก็พยายามขายไอเดีย ใน China ASEAN Summit บอกไปว่าอย่ามาคิดว่าลงทุนไทยเพื่อขายในไทย อยากให้มองในแง่ฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ใช้ไทยเป็นฐานแล้วให้ไทยเราเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้วย”

บาลานซ์ ICE-EV

อีกมุมหนึ่ง คือซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องมากกว่า 10,000 ชิ้น ขณะที่รถยนต์อีวีใช้ชิ้นหลักพัน มีซัพพลายเออร์น้อยกว่า แน่นอนว่าความเป็นฐานการผลิตไทยมีความเสี่ยง ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต่างต้องพัฒนาตัวเอง พยายามลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อก่อนการย้ายฐานการผลิตเป็นเรื่องยาก แต่อนาคตใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ตรงนี้น่าคิด

วันนี้เริ่มมีค่ายรถจีนเข้ามาตั้งศูนย์ R&D Technical Center ในบ้านเราเพิ่มขึ้น

อีกทั้งความต้องการใช้รถยนต์มีความหลากหลาย มีประเทศต้องการใช้รถยนต์อีวี และก็มีบางประเทศก็ยังต้องการรถสันดาปภายใน อย่างรถดีเซล, ไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เชื่อว่าทั้งค่ายรถยนต์จีน-ญี่ปุ่น นั้นสามารถไปด้วยกันได้ ในฐานะที่ไทยเป็นฐานผลิตทุกคนต้องปรับตัว

ไทยยังเป็นฮับผลิตรถยนต์

“ไทย” ยังคงเป็นฮับการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก เพียงแต่จะยืนอยู่อย่างไรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากกว่า สถาบันยานยนต์มองเรื่องการ “ทรานส์ฟอร์ม”

วันนี้เริ่มมีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน ทำอย่างไรจะให้ผู้ผลิตคนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น อีกโอกาสที่มีความเป็นได้คือ Future Mobility ที่มี ระบบ CASE วันนี้มีแต่การพูดถึงElectricพลังงานไฟฟ้า

แต่ส่วนที่เหลือยังไม่มีการพูดถึง ไทยยังขาด Connected Autonomous กลุ่ม Smart Function ในรถยนต์ ยังไม่มีระบบนี้ อนาคตรถยนต์จะเป็น แต่เป็น SDV – Software Defined Vehicle รถที่ถูกจัดการโดยซอฟต์แวร์ ไทยต้องเตรียมความพร้อม

สถาบันยานยนต์เตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ต้องเตรียม ทรัพยากร บุคลากรเพื่อไปให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้

แยกโจทย์ใหญ่

ต้องแยกโจทย์ออกเป็น 2 ข้อใหญ่ คือ 1.การทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการปรับตัว อาจจะมีการนำเข้าชิ้นส่วนบ้าง แต่ท้ายที่สุดต้องพยายามผลักดันให้เกิดการผลิตในประเทศไทย ดึง R&D ของค่ายรถจีนเข้ามาตั้งฐานในไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ Software และ Smart Function

2. ชิ้นส่วนต้องทรานส์ฟอร์ม รถยนต์สันดาปภายในก็จะไม่หมดไป แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องพยายามพัฒนาตัวเองไปยังชิ้นส่วนอื่น ๆ เช่น เครื่องมือแพทย์, รถไฟระบบราง, อากาศยาน ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่า และโอกาสทางธุรกิจ

ท้ายสุดผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงมีโอกาส และตลาดให้ไปต่อ อีกทั้งความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยยังเป็นจุดแข็ง และจุดขายสำคัญ ในการต่อยอดความสำเร็จและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้อง ‘ทรานส์ฟอร์ม’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...