โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พิพัฒน์” ลุยยกระบบราง! คุมค่าโดยสาร งดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ชดเชยรถไฟดีเลย์

อีจัน

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 15.03 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 08.03 น. • อีจัน

วันที่ 30 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม ถือเป็นก้าวสำคัญประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการขนส่งทางรางไทย หลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา เตรียมคลอดมาตรการชุดใหญ่มุ่งลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับความปลอดภัย และขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมี ดร. รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง สํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษาฯ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนระบบรางของประเทศให้ทันสมัย เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และที่สำคัญที่สุดคือต้อง “เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” โดยที่ประชุมได้เตรียมผลักดันนโยบายสำคัญที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ดังนี้

มิติที่ 1 ลดภาระค่าครองชีพและรักษาสิทธิผู้โดยสาร โดยคุมเพดานค่าโดยสาร และ งดเก็บซ้ำซ้อน เพื่อเตรียมประกาศกำหนดอัตราขั้นสูง (เพดานราคา) ของค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่แพงเกินไป พร้อมมาตรการ “ยกเว้นค่าแรกเข้า” เมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
การลดหย่อนค่าโดยสารและนั่งฟรี ในการเตรียมยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าในเขตเมืองสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี และผู้พิการ พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกนอกประจำการ
รถไฟดีเลย์ต้องมีชดเชย โดยกฎหมายใหม่กำหนดชัดเจนให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้โดยสาร หากเกิดกรณีรถไฟล่าช้ากว่ากำหนดหรือถูกยกเลิกเที่ยววิ่ง รวมถึงผู้ประกอบการต้องจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสาร วงเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคนต่อครั้ง

มิติที่ 2 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยจัดระเบียบและกำหนด “เขตระบบรถขนส่งทางราง” และ “เขตปลอดภัย” อย่างชัดเจน รวมถึง ตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานต้องผ่านการจดทะเบียนและได้มาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และมีการควบคุมคุณภาพอากาศ ระดับเสียง และการสั่นสะเทือน ไม่ให้กระทบต่อชุมชนโดยรอบ ที่สำคัญผู้ประจำหน้าที่ เช่น พนักงานขับรถและพนักงานควบคุมรถ จะต้องสอบผ่านเกณฑ์และได้รับใบอนุญาต อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นใจในการให้บริการ

มิติที่ 3 ขยายโครงข่ายครอบคลุม โดยเปิดทางเอกชนร่วมให้บริการ แบ่งเป็นเขตเมือง ขับเคลื่อนโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ครบ 14 สายทาง (ระยะทางรวม 554.41 กม.) ต่อยอดจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการแล้ว 14 โครงการ (เช่น รถไฟชานเมืองสายสีแดง)

เขตภูมิภาค โดยเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ สายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ (คาดเปิดใช้ปี 2571) และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์และสนับสนุนเศรษฐกิจ ที่สำคัญจะมีการเปิดกว้างให้ภาคธุรกิจ ในนโยบายที่ให้โอกาสเอกชนเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางร่วมกันได้ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบกิจการ 5 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มความถี่ขบวนรถให้เพียงพอต่อความต้องการ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวม

ทั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และในส่วนของประกาศกฎกระทรวง ภายหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมครั้งนี้แล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการ 2-3 เดือน ก่อนที่จะประกาศบังคับใช้ต่อไป

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบรางไทยสู่มาตรฐานสากล ทุกแผนงานจากกรมการขนส่งทางราง เพื่อให้พี่น้องประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย เข้าถึงง่ายอย่างเท่าเทียม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...