โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดโพย “ หุ้นหลบภัย” รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิดโพย “หุ้นหลบภัย” รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง หลังความตึงเครียดดันราคาน้ำมันและทองคำพุ่ง นักวิเคราะห์ 3 โบรกเกอร์ แนะปรับพอร์ตสู่ กลุ่มพลังงาน–สินค้าโภคภัณฑ์ ที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานขาขึ้น

บล.เอเซีย พลัส

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก โดยระบุว่าสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 12 เริ่มมีสัญญาณความรุนแรงที่ลดลง แม้ล่าสุดอิหร่านจะก่อเหตุยิงเรือการค้า 3 ลำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "เรือมยุรี นารี" สัญชาติไทยของบริษัท PSL

อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าสงครามใกล้จะจบลงแล้ว เนื่องจากแทบไม่เหลือเป้าหมายให้โจมตีในอิหร่าน ผสานกับการที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) มีมติระบายน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาอุปทานขาดแคลน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกย่อตัวลงมาได้

สำหรับปัจจัยในประเทศ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าประเทศไทยมีแนวโน้มจะได้รัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมราว 1-1.5 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน

*กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ*

"หลบสงคราม ซบหุ้นอิงนโยบายรัฐ" โดยเน้นไปที่กลุ่มการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ที่มีความปลอดภัยสูง ฝ่ายวิจัยคาดหวังว่ารัฐบาลผสม (พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย) จะเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพแบบรวดเร็ว (Quick Win) ภายใน 100 วันแรก จึงแนะนำหุ้นเด่น 3 กลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่

1.กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, BJC) - รับอานิสงส์เต็มๆ จากนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" ที่รัฐบาลช่วยจ่าย 50% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค

2.กลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม (CBG, OSP, ICHI) - นอกจากจะได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการจับจ่ายแล้ว ยังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นฤดูร้อนที่ยอดขายจะเติบโตสูงสุดในรอบปี

3.กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, TIDLOR) - ได้รับผลดีจากนโยบายแก้หนี้-พักหนี้ และสภาพคล่องของประชาชนที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL) ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

บล.ฟินันเซีย ไซรัส

วิเคราะห์ความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กดดัน SET ปรับตัวลงแรงราว 10% เบื้องต้นคาดกำไรต่อหุ้น (EPS) อาจมี Downside ราว 7% จากปัจจุบันที่ 91 บาท ลงสู่ระดับ 85 บาท

เนื่องจากอัดรากำไรขั้นดันที่อาจลดลง 0.5% จากคาดการณ์ปัจจจุบันจาก Bloomberg Consensus ที่ 7.1% สู่ระดับ 6.6% อ้างอิงจากช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงในอดีด คือราคาน้ำมันปรับขึ้นไม่เกิน 30-60 วัน และไม่รนแรงถึงขั้นขั้นขนาดแคลนในประเทศ หากอิงเป้าหมาย PER เท่าเดิมราว 16 เท่า จะได้ระดับดัชนีเหมาะสมที่ราว 1,360 จุด

ส่วนกรณีสงครามยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดและเริ่มเริ่นหาขาดแดลน ผลกระทบมีแนวโน้มสูงกว่าที่คาด ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัว ลงต่ำกว่า 1,300-1,250 จุดจากสถานการณ์วิกฤดดน้ำมันล่าสดที่มีความแตกต่างจากปี 2022 และไทยเริ่มได้รีบผลกระทบโดยตรงทั้งราคาพลังงานและตันทุนที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรและเงินเฟ้อที่คาดขยับขึ้นจะกดดันหุ้นในกลุ่มการบริโภค อาทิ ไฟแนนซ์ สินค้าฟุ่มเฟื้อย ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ปิโตรเคมี เป็นต้น จากความเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation

*กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ*

กลุ่มหุ้นพลังงานดันต้นน้ำอย่าง PTTEP คาดว่าจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาด และกลุ่มที่คาดกระทบจำกัดมากกว่า ได้เเก่ สินค้าบริการจำเป็น ได้แก่ ADVANC, BDMS, BEM, CHG, CPALL, CPN, GULF, TRUE"

บล.ทิสโก้

ภาพรวมราคาสินทรัพย์เสี่ยงคาดจะตอบสนองทางลบ แต่ "น้ำมันและทองคำ" มีโอกาสปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาเหตุการณ์สงคราม-ความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน

มุมมองของ บล.ทิสโก้ ต่อแนวโน้ม "ราคาน้ำมัน" ในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ขณะที่ "ราคาทองคำ" บล.ทิสโก้ มองมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้น เป้าหมายทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์

*กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ*

-กลุ่มพลังงานต้นน้ำ คาดได้ประโยชน์เชิงบวก จากการวิเคราะห์ของเรา ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น หุ้นเด่น PTTEP, PTT

-กลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, IRPC, PTTGC) มีแนวโน้มได้รับผลบวกเช่นกัน แต่อาจถูกหักล้างบางส่วนหรือทั้งหมดหากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น โดยเฉพาะเกรดจากตะวันออกกลาง รวมทั้งค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...