โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ผวาสงคราม ‘หุ้น’ ร่วงหนัก ตลท.งัดเครื่องมือหยุดซื้อขาย หวังเป็น ‘เซฟเฮฟเว่น’ ภูมิภาค

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 03.11 น.

ประเทศไทยมีระยะทางที่ห่างไกลจากตะวันออกกลาง ระยะทางเฉลี่ยประมาณ 5,000-7,000 กิโลเมตร หากเดินทางด้วยเครื่องบินจะใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง แต่หากเดินทางด้วยเรือจะใช้เวลาประมาณ 15-25 วัน ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์สหรัฐใช้ขีปนาวุธโจมตีอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ในประเทศกลุ่มตะวันออกกลางแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ความจริงแล้วไทยไม่ควรต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาวะสงครามมากมายเหมือนที่เป็นอยู่ แต่เนื่องจากไทยมีโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพารายได้จากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในปริมาณมากด้วย

เมื่อการขนส่งสินค้า และพลังงานถูกกระทบจากเส้นทางเดิมที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะมีความเสี่ยงการปะทะของสงครามที่ทวีความรุนแรงและยังไม่มีทีท่าจะคลายตัวลง ประเทศไทยแม้อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุหลายพันกิโลเมตร แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ สะท้อนจากต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันในไทยเตรียมปรับตัวขึ้นเช่นกัน และหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ ต้นทุนค่าขนส่งโลจิสติกส์จะปรับตัวขึ้น สุดท้ายราคาสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคในประเทศจะพาเหรดกันขึ้นราคาอย่างไม่ขาดสายแน่นอน

⦁สงครามทุบหุ้นหยุดซื้อขายชั่วคราว

ภาพของผลกระทบชัดเจนมากกว่าเดิม เมื่อภาคการลงทุนที่อ่อนไหวกับสถานการณ์ต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะปัจจัยลบ ตอบรับสงครามตะวันออกกลางด้วยการปรับลดลงเป็นร้อยจุดในวันเดียว ก่อนที่จะลดลงรุนแรงจนเกินรับไหว ปรับตัวลงจากระดับ 1,500 จุด ลงมาที่ 1,384.61 จุดอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องงัดเครื่องมือเข้ามาขัดจังหวะการปรับลดของดัชนีไม่ให้ลงลึกอย่างหนักหน่วง โดยเครื่องมือหลักคือ การหยุดพักซื้อขายชั่วคราวหรือเซอร์กิต เบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ หากดัชนีหุ้นร่วงเกิน 8%, 15% และ 20% เทียบกับวันปิดตลาดก่อนหน้า จะต้องใช้มาตรการนี้ทันทีแบบอัตโนมัติ เพื่อให้นักลงทุนที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนก (Panic Sale) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน มีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว

จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 19 ธันวาคม 2549 จากกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30% เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงมากกว่า 10% ภายในวันเดียว และต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว นับเป็นการใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย ครั้งที่ 2 วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เกิดจากแรงกดดันของวิกฤตการเงินโลก หรือวิกฤตซับไพรม์ ที่เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาและลุกลามกระทบตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ครั้งที่ 3 วันที่ 27 ตุลาคม 2551 ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่องจากวิกฤตการเงินโลก ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างหนักอีกครั้ง และต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายเป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน

ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มีนาคม 2563 สาเหตุจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลกต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ครั้งที่ 5 วันที่ 13 มีนาคม 2563 ดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องประกาศใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์อีกครั้งภายในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หุ้นไทย และครั้งที่ 6 วันที่ 23 มีนาคม 2563 โควิดยังคงเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีปรับลดลงแรงกว่า 8% จนต้องใช้มาตรการหยุดพักซื้อขายอีกครั้ง ทำให้เดือนมีนาคม ถือเป็นเดือนที่น่ากลัวสำหรับการลงทุนในหุ้นไทย

⦁สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวอย่างหนัก

เมื่อสถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยที่เกิดขึ้นและเห็นด้วยตาเปล่า สร้างความไม่มั่นคงให้กับอารมณ์ในการลงทุน ก็ต้องเปิดมุมมองของกูรูผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแนวทางในการลงทุนต่อไป รักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเกิดอาการผันผวนอย่างหนัก โดยมีสาเหตุมาจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกกระทบอย่างหนัก หลังการปะทะกันระหว่างกองทัพสหรัฐ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจุดประเด็นความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาแรงเพื่อตอบรับความคาดหวังเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย จึงมีจังหวะการย่อตัวลงค่อนข้างลึก รวมถึงมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลออกจากหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็มีการเก็งกำไรหุ้นในประเทศ (domestic plays) จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งในส่วนของ ส.ส.เขต และปาร์ตี้ ลิสต์ สามารถเปิดประชุมสภาครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา และมีกำหนดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภา ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 จึงมีความคาดหวังว่า ประเทศไทยอาจได้รัฐบาลใหม่ภายในสิ้นเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายนนี้

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมามากกว่า 30% ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการปะทะของสหรัฐ-อิหร่าน จนถึงขณะนี้การปะทะกันด้วยกำลังทหารระหว่างสหรัฐ และอิหร่านกินเวลามาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์กว่าแล้ว ทำให้นักลงทุนเป็นห่วงมากขึ้นว่ากระแสน้ำมันดิบจะสะดุดจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้อิหร่านจะผ่อนปรนท่าทีลงมาบ้างด้วยการประกาศว่าจะจมเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ, อิสราเอล, ยุโรป และพันธมิตรในซีกโลกตะวันตก แต่ประเด็นเรื่องการประกันภัยทำให้สายเดินเรือส่วนใหญ่ลังเลอย่างมากที่จะแล่นเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว

ความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จากการประเมินเบื้องต้นมองว่าผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีไทยปี 2569 อาจไม่ได้มากนักอย่างที่กังวลไว้ โดยเราประเมินแบบอนุรักษนิยมเติบโตที่ 1.4% ภายใต้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น 2-3 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 32-33 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเมื่อช่วงต้นปี 2568 โดยมองว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 2-3 บาทต่อลิตรจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.5-0.6% ขณะเดียวกัน คิดว่าในระยะสั้น รัฐบาลรักษาการน่าจะใช้ประโยชน์จากกองทุนน้ำมันให้มากที่สุดในการบรรเทาผลกระทบต่อแนวโน้มจีดีพี โดยปัจจุบันยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.4% จาก 2.4% ในปี 2568 แม้ประเทศไทยจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซสุทธิอย่างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ราคาน้ำมันยังไม่สูงพอที่จะกระทบกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อมองต่อไปข้างหน้า การที่อุปทานสะดุดอย่างยาวนาน และการปะทะทางทหารอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่ามุมมองในกรณีฐานได้

⦁โบรกมองยังเสี่ยงร่วงอีก

วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือGBS ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยยังคงปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้แรงซื้อในตลาดหุ้นไทยซบเซา ขณะที่แรงขายทำกำไรยังคงมีต่อเนื่อง โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,380-1,430 จุด ปัจจัยต่างประเทศยังเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งทิศทางราคาน้ำมัน ความผันผวนของค่าเงิน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนภาครัฐ

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้นภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับกลยุทธ์รับวิกฤตตะวันออกกลางเร่งดึงตลาดระยะใกล้-อาเซียน เสริมทัพท่องเที่ยวไทย จับตาตลาดจีนฟื้นตัว 5% นักท่องเที่ยวคุณภาพใช้จ่ายต่อหัวเพิ่ม 15% หลังจากปี 2568 ประสบความสำเร็จด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 32 ล้านคนสร้างรายได้ทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มาอยู่ที่ระดับ 53.0 จากเดิม 52.6 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

⦁ไทยยังเป็นหลุมหลบภัยการเงิน

ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าหลายประเทศ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ซึ่ง ตลท.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อ ราคาพลังงาน การขนส่งทางเรือ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย โดยยืนยันว่า นักลงทุนไทยไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวของราคาหุ้นในช่วงนี้อาจเป็นโอกาสลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงทิศทางฟันด์โฟลว์จากต่างชาติ ก็ยังคงเข้ามาในตลาดหุ้นไทย สะท้อนถึงศักยภาพในการเป็นหลุมหลบภัย (เซฟเฮฟเว่น) ของภูมิภาค หากรัฐบาลเร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) อาทิ การส่งเสริม Financial Hub หรือการทบทวนระเบียบเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อดึงดูดกลุ่ม Family Office และนักลงทุนคุณภาพ

สอดคล้องกับมุมมองของ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการและหัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นในเดือนมีนาคม เผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าแตกต่างจากกรณีสหรัฐและเวเนซุเอลาในอดีต เนื่องจากยังไม่มีผู้ที่จะขึ้นมารับช่วงต่อทางการเมืองอย่างชัดเจน ทำให้ความขัดแย้งมีโอกาสยืดเยื้อและสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยมี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.ราคาน้ำมัน จากความเสี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือการลดกำลังการผลิต 2.เงินเฟ้อโลก ที่อาจเพิ่มขึ้นและกระทบต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง และ 3.การขนส่งและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเที่ยวบิน

⦁เชื่อพ้นวิกฤตยังไปต่อได้

ตลาดหุ้นไทยจะยังไปต่อได้ เพราะเคยผ่าน “Black Swan” หรือเหตุการณ์ที่สร้างความผันผวนในระยะสั้นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19, มาตรการภาษีการค้า หรือภัยธรรมชาติ โดยรวมประเมินว่า มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ เซอร์กิต เบรกเกอร์ถูกใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดในช่วงที่ผ่านมา ยังเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ โดยหลังมีการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ตลาดหุ้นไทยก็มีท่าทีสงบลง ช่วยให้ตลาดกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังไม่คาดว่าความรุนแรงในสถานการณ์ครั้งนี้จะเทียบเท่ากับช่วงโควิดระบาดเมื่อปี 2563 ได้ แม้ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

“อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยพยุงตลาดทุนไทย คือเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ที่ทำให้ประเทศไทยยังถูกมองเป็นตลาดที่มีลักษณะเซฟเฮฟเว่น อีกทั้งตลาดหุ้นไทยไม่มีความเสี่ยงจากเอไอ บับเบิล หรือภาวะฟองสบู่แตกของเอไอ และไม่ได้มีข้อจำกัดต่อการลงทุนต่างชาติ จึงยังสามารถรองรับกระแสเงินทุนจากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง” ศรพลกล่าว

จากความหวังทั้งหมด คงต้องลุ้นว่า ท้ายสุดแล้วหุ้นไทยจะไปต่อหรือต้องพอเท่านี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผวาสงคราม ‘หุ้น’ ร่วงหนัก ตลท.งัดเครื่องมือหยุดซื้อขาย หวังเป็น ‘เซฟเฮฟเว่น’ ภูมิภาค

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...