ผวาสงคราม ‘หุ้น’ ร่วงหนัก ตลท.งัดเครื่องมือหยุดซื้อขาย หวังเป็น ‘เซฟเฮฟเว่น’ ภูมิภาค
ประเทศไทยมีระยะทางที่ห่างไกลจากตะวันออกกลาง ระยะทางเฉลี่ยประมาณ 5,000-7,000 กิโลเมตร หากเดินทางด้วยเครื่องบินจะใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง แต่หากเดินทางด้วยเรือจะใช้เวลาประมาณ 15-25 วัน ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์สหรัฐใช้ขีปนาวุธโจมตีอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ในประเทศกลุ่มตะวันออกกลางแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ความจริงแล้วไทยไม่ควรต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาวะสงครามมากมายเหมือนที่เป็นอยู่ แต่เนื่องจากไทยมีโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพารายได้จากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในปริมาณมากด้วย
เมื่อการขนส่งสินค้า และพลังงานถูกกระทบจากเส้นทางเดิมที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะมีความเสี่ยงการปะทะของสงครามที่ทวีความรุนแรงและยังไม่มีทีท่าจะคลายตัวลง ประเทศไทยแม้อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุหลายพันกิโลเมตร แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ สะท้อนจากต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันในไทยเตรียมปรับตัวขึ้นเช่นกัน และหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ ต้นทุนค่าขนส่งโลจิสติกส์จะปรับตัวขึ้น สุดท้ายราคาสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคในประเทศจะพาเหรดกันขึ้นราคาอย่างไม่ขาดสายแน่นอน
⦁สงครามทุบหุ้นหยุดซื้อขายชั่วคราว
ภาพของผลกระทบชัดเจนมากกว่าเดิม เมื่อภาคการลงทุนที่อ่อนไหวกับสถานการณ์ต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะปัจจัยลบ ตอบรับสงครามตะวันออกกลางด้วยการปรับลดลงเป็นร้อยจุดในวันเดียว ก่อนที่จะลดลงรุนแรงจนเกินรับไหว ปรับตัวลงจากระดับ 1,500 จุด ลงมาที่ 1,384.61 จุดอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องงัดเครื่องมือเข้ามาขัดจังหวะการปรับลดของดัชนีไม่ให้ลงลึกอย่างหนักหน่วง โดยเครื่องมือหลักคือ การหยุดพักซื้อขายชั่วคราวหรือเซอร์กิต เบรกเกอร์ (Circuit Breaker) ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ หากดัชนีหุ้นร่วงเกิน 8%, 15% และ 20% เทียบกับวันปิดตลาดก่อนหน้า จะต้องใช้มาตรการนี้ทันทีแบบอัตโนมัติ เพื่อให้นักลงทุนที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนก (Panic Sale) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน มีเวลาในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว
จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 19 ธันวาคม 2549 จากกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30% เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงมากกว่า 10% ภายในวันเดียว และต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว นับเป็นการใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย ครั้งที่ 2 วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เกิดจากแรงกดดันของวิกฤตการเงินโลก หรือวิกฤตซับไพรม์ ที่เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาและลุกลามกระทบตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ครั้งที่ 3 วันที่ 27 ตุลาคม 2551 ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่องจากวิกฤตการเงินโลก ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างหนักอีกครั้ง และต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายเป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน
ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มีนาคม 2563 สาเหตุจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลกต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ครั้งที่ 5 วันที่ 13 มีนาคม 2563 ดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องประกาศใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์อีกครั้งภายในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หุ้นไทย และครั้งที่ 6 วันที่ 23 มีนาคม 2563 โควิดยังคงเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีปรับลดลงแรงกว่า 8% จนต้องใช้มาตรการหยุดพักซื้อขายอีกครั้ง ทำให้เดือนมีนาคม ถือเป็นเดือนที่น่ากลัวสำหรับการลงทุนในหุ้นไทย
⦁สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวอย่างหนัก
เมื่อสถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยที่เกิดขึ้นและเห็นด้วยตาเปล่า สร้างความไม่มั่นคงให้กับอารมณ์ในการลงทุน ก็ต้องเปิดมุมมองของกูรูผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแนวทางในการลงทุนต่อไป รักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเกิดอาการผันผวนอย่างหนัก โดยมีสาเหตุมาจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกกระทบอย่างหนัก หลังการปะทะกันระหว่างกองทัพสหรัฐ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจุดประเด็นความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาแรงเพื่อตอบรับความคาดหวังเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย จึงมีจังหวะการย่อตัวลงค่อนข้างลึก รวมถึงมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลออกจากหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็มีการเก็งกำไรหุ้นในประเทศ (domestic plays) จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งในส่วนของ ส.ส.เขต และปาร์ตี้ ลิสต์ สามารถเปิดประชุมสภาครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา และมีกำหนดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภา ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 จึงมีความคาดหวังว่า ประเทศไทยอาจได้รัฐบาลใหม่ภายในสิ้นเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายนนี้
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมามากกว่า 30% ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการปะทะของสหรัฐ-อิหร่าน จนถึงขณะนี้การปะทะกันด้วยกำลังทหารระหว่างสหรัฐ และอิหร่านกินเวลามาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์กว่าแล้ว ทำให้นักลงทุนเป็นห่วงมากขึ้นว่ากระแสน้ำมันดิบจะสะดุดจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้อิหร่านจะผ่อนปรนท่าทีลงมาบ้างด้วยการประกาศว่าจะจมเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ, อิสราเอล, ยุโรป และพันธมิตรในซีกโลกตะวันตก แต่ประเด็นเรื่องการประกันภัยทำให้สายเดินเรือส่วนใหญ่ลังเลอย่างมากที่จะแล่นเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว
ความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จากการประเมินเบื้องต้นมองว่าผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีไทยปี 2569 อาจไม่ได้มากนักอย่างที่กังวลไว้ โดยเราประเมินแบบอนุรักษนิยมเติบโตที่ 1.4% ภายใต้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น 2-3 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 32-33 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเมื่อช่วงต้นปี 2568 โดยมองว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 2-3 บาทต่อลิตรจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.5-0.6% ขณะเดียวกัน คิดว่าในระยะสั้น รัฐบาลรักษาการน่าจะใช้ประโยชน์จากกองทุนน้ำมันให้มากที่สุดในการบรรเทาผลกระทบต่อแนวโน้มจีดีพี โดยปัจจุบันยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.4% จาก 2.4% ในปี 2568 แม้ประเทศไทยจะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซสุทธิอย่างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ราคาน้ำมันยังไม่สูงพอที่จะกระทบกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อมองต่อไปข้างหน้า การที่อุปทานสะดุดอย่างยาวนาน และการปะทะทางทหารอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่ามุมมองในกรณีฐานได้
⦁โบรกมองยังเสี่ยงร่วงอีก
วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือGBS ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยยังคงปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้แรงซื้อในตลาดหุ้นไทยซบเซา ขณะที่แรงขายทำกำไรยังคงมีต่อเนื่อง โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,380-1,430 จุด ปัจจัยต่างประเทศยังเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งทิศทางราคาน้ำมัน ความผันผวนของค่าเงิน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนภาครัฐ
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้นภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับกลยุทธ์รับวิกฤตตะวันออกกลางเร่งดึงตลาดระยะใกล้-อาเซียน เสริมทัพท่องเที่ยวไทย จับตาตลาดจีนฟื้นตัว 5% นักท่องเที่ยวคุณภาพใช้จ่ายต่อหัวเพิ่ม 15% หลังจากปี 2568 ประสบความสำเร็จด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 32 ล้านคนสร้างรายได้ทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มาอยู่ที่ระดับ 53.0 จากเดิม 52.6 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
⦁ไทยยังเป็นหลุมหลบภัยการเงิน
ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าหลายประเทศ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ซึ่ง ตลท.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อ ราคาพลังงาน การขนส่งทางเรือ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย โดยยืนยันว่า นักลงทุนไทยไม่ควรตื่นตระหนก เนื่องจากพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวของราคาหุ้นในช่วงนี้อาจเป็นโอกาสลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงทิศทางฟันด์โฟลว์จากต่างชาติ ก็ยังคงเข้ามาในตลาดหุ้นไทย สะท้อนถึงศักยภาพในการเป็นหลุมหลบภัย (เซฟเฮฟเว่น) ของภูมิภาค หากรัฐบาลเร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) อาทิ การส่งเสริม Financial Hub หรือการทบทวนระเบียบเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อดึงดูดกลุ่ม Family Office และนักลงทุนคุณภาพ
สอดคล้องกับมุมมองของ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการและหัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นในเดือนมีนาคม เผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าแตกต่างจากกรณีสหรัฐและเวเนซุเอลาในอดีต เนื่องจากยังไม่มีผู้ที่จะขึ้นมารับช่วงต่อทางการเมืองอย่างชัดเจน ทำให้ความขัดแย้งมีโอกาสยืดเยื้อและสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยมี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.ราคาน้ำมัน จากความเสี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือการลดกำลังการผลิต 2.เงินเฟ้อโลก ที่อาจเพิ่มขึ้นและกระทบต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง และ 3.การขนส่งและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเที่ยวบิน
⦁เชื่อพ้นวิกฤตยังไปต่อได้
ตลาดหุ้นไทยจะยังไปต่อได้ เพราะเคยผ่าน “Black Swan” หรือเหตุการณ์ที่สร้างความผันผวนในระยะสั้นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19, มาตรการภาษีการค้า หรือภัยธรรมชาติ โดยรวมประเมินว่า มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ เซอร์กิต เบรกเกอร์ถูกใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดในช่วงที่ผ่านมา ยังเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ โดยหลังมีการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ตลาดหุ้นไทยก็มีท่าทีสงบลง ช่วยให้ตลาดกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังไม่คาดว่าความรุนแรงในสถานการณ์ครั้งนี้จะเทียบเท่ากับช่วงโควิดระบาดเมื่อปี 2563 ได้ แม้ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
“อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยพยุงตลาดทุนไทย คือเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ที่ทำให้ประเทศไทยยังถูกมองเป็นตลาดที่มีลักษณะเซฟเฮฟเว่น อีกทั้งตลาดหุ้นไทยไม่มีความเสี่ยงจากเอไอ บับเบิล หรือภาวะฟองสบู่แตกของเอไอ และไม่ได้มีข้อจำกัดต่อการลงทุนต่างชาติ จึงยังสามารถรองรับกระแสเงินทุนจากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง” ศรพลกล่าว
จากความหวังทั้งหมด คงต้องลุ้นว่า ท้ายสุดแล้วหุ้นไทยจะไปต่อหรือต้องพอเท่านี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผวาสงคราม ‘หุ้น’ ร่วงหนัก ตลท.งัดเครื่องมือหยุดซื้อขาย หวังเป็น ‘เซฟเฮฟเว่น’ ภูมิภาค
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th