ผ่ากำไร! ห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมัน โรงกลั่นลงทุนหนักเสี่ยงสูง
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 29 เมษายน 2569 เวลา 18.14 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น“ปัจจุบันโรงกลั่นมีกำไรโดยประมาณไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร การที่ภาครัฐขอให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นลงสะท้อนให้เห็นถึงภาระที่เพิ่มขึ้นของฝั่งโรงกลั่น และไม่สมดุลกับผลตอบแทนของธุรกิจนี้”
หุ้นวิชั่น - การทำความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบัน ควรมองลึกลงไปถึงโครงสร้างธุรกิจน้ำมันตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน (Oil Retail) ไม่ใช่มองหรือพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นเพียงจุดเดียว เนื่องจากธุรกิจแต่ละส่วนในระบบมีความเสี่ยงในการลงทุน และรูปแบบผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ภาระการลงทุน (CAPEX) ที่แตกต่าง ในมิติของการลงทุน โรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนส่วนทุน (CAPEX) มหาศาลในระดับหลักแสนล้านบาท เพื่อรองรับทั้งการก่อสร้าง การซ่อมบำรุง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
กำไรต่อหน่วยต่ำ แต่แบกรับคำขอปรับลดราคาสูง เมื่อพิจารณาในด้านผลตอบแทนต่อหน่วย จะยิ่งเห็นภาพความแตกต่างของโครงสร้างธุรกิจชัดเจนยิ่งขึ้น แม้โรงกลั่นจะลงทุนสูงมาก แต่ผลตอบแทนหรือกำไรต่อหน่วยกลับไม่ได้สูงตามขนาดการลงทุน
ปัจจุบันโรงกลั่นมีกำไรเพียงประมาณไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร ดังนั้น การที่ภาครัฐขอให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นลงจึงสะท้อนให้เห็นถึงภาระฝั่งโรงกลั่นต้องแบกรับว่ามีขนาดใหญ่และไม่สมดุลเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของธุรกิจนี้
ความเสี่ยงทางธุรกิจที่ไม่เท่ากัน อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือเรื่อง "ความเสี่ยง" โรงกลั่นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงจากการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้า จึงต้องรับภาระจากความผันผวนของตลาดน้ำมันโลก ทั้งด้านราคาและต้นทุนในระดับสูง ซึ่งแตกต่างจากผู้ประกอบการบางส่วนในปลายทาง เช่น ผู้ค้าส่ง (Jobber) ที่มีรูปแบบการซื้อขายระยะสั้นหรืออิงธุรกรรมรายวันมากกว่า ทำให้ลักษณะความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ตั้งคำถามถึงส่วนปลายทางเมื่อราคาตลาดโลกลด อีกประเด็นที่สังคมควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงค่อนข้างมาก เหตุใดราคาน้ำมันในประเทศจึงปรับลดลงในสัดส่วนที่น้อยกว่า ประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมในส่วนของผู้ประกอบการปลายทางว่า กลไกค่าการตลาดหรือผลกำไรควรมีการปรับลดลงตามภาวะตลาดโลกมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แก่นสำคัญของการสื่อสารประเด็นนี้ ไม่ใช่การกล่าวโทษธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เป็นการชวนให้สังคมมองภาพรวมทั้ง Value Chain โรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลและรับความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนต่อหน่วยไม่ได้สูงตามภาพจำ ขณะที่ธุรกิจปลายทางบางส่วนอาจมีต้นทุนและผลตอบแทนคนละรูปแบบ
ดังนั้น การพิจารณาเรื่องราคาน้ำมันควรนำข้อเท็จจริงของทั้งระบบมาประกอบกันก่อนกำหนดนโยบาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตลอดทั้งห่วงโซ่ และไม่โยนภาระไปยังฝั่งโรงกลั่นเพียงด้านเดียว