โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คณะมิชชันนารีชาวอเมริกัน ปฐมบทการแทรกแซง “ฮาวาย”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การชักธงชาติอเมริกันขึ้นที่พระราชวังอิโอลาณี, ฮาวาย ปี 1899 (พ.ศ. 2442) (ภาพจาก Wikimedia Commons)

คณะมิชชันนารีชาวอเมริกัน แทรกแซง ราชอาณาจักรฮาวายจนสิ้นชาติได้อย่างไร?

ราชอาณาจักรฮาวายถือเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2338 เมื่อพระเจ้าคาเมฮาเฮาที่ 1 (Kamehameha I) หรือคาเมฮาเมฮามหาราช รวบรวมเกาะใหญ่ทั้ง 8 ของหมู่เกาะฮาวายเป็นอาณาจักรหนึ่งเดียว

ในสมัยพระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราช ฮาวายติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งชาติเหล่านี้ก็พยายามเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในฮาวายด้วยวิธีการต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ

กระทั่งพระเจ้าคาเมฮาเมฮามหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2362 ฮาวายก็เริ่มสั่นคลอนทันที ในรัชกาลถัดมาคือ พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 2 ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2362-2367 ศาสนาดั้งเดิมของฮาวายต้องเผชิญกับวิกฤต หลังจากคณะมิชชันนารีชาวอเมริกันนิกายโปรเตสแตนต์ เข้ามาจัดตั้งโรงเรียนคริสต์ภายใต้ระบบการศึกษาแบบตะวันตกในฮาวาย

แล้วนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ชาวอเมริกันแทรกแซงราชอาณาจักรแห่งนี้

คณะมิชชันนารีสามารถหว่านล้อมให้พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 2 หันมานับถือศาสนาคริสต์ ทำลายศาสนสถานและสัญลักษณ์ความเชื่อของชาวพื้นเมือง จนชาวฮาวายบางส่วนก็หันไปนับถือศาสนาคริสต์ด้วย พิธีกรรมเก่าแก่ต่าง ๆ รวมถึงระบำส่ายสะโพกแบบฮาวายกลายเป็นสิ่งต้องห้าม

พอถึงรัชสมัยพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 3 ซึ่งครองราชย์ยาวนานระหว่าง พ.ศ. 2367-2397 ในตอนแรกพระองค์รู้สึกอึดอัดกับศาสนาใหม่ จึงทรงต่อต้านด้วยการหวนกลับไปใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวฮาวาย ทั้งการดื่มสุรา รื่นรมกับระบำส่ายสะโพก เล่นกระดานโต้คลื่น และการพนัน

อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยนี้ฮาวายเริ่มมีข้อพิพาทกับชาติมหาอำนาจจนถึงขั้นเสียเอกราชในระยะเวลาสั้น ๆ ใน พ.ศ. 2386 และ พ.ศ. 2392 จากการกดขี่ของอังกฤษและฝรั่งเศสตามลำดับ พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 3 จึงทำสนธิสัญญากับสหรัฐฯ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า ฮาวายเริ่มอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมาก จึงต้องดึงชาติมหาอำนาจมารับค้ำยันเอกราชของตน

และในบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 3 เหล่ามิชชันนารีประสบความสำเร็จในการชี้นำให้พระองค์ตระหนักถึงเรื่องสิทธิพลเมืองแบบตะวันตก จนนำมาสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกใน พ.ศ. 2395 โดยมีรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ และก็ลดพระราชอำนาจของกษัตริย์ลงอีกด้วย

ต่อมา ลูกหลานของคณะมิชชันนารีก็รวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง ที่ชาวฮาวายเรียกว่า “พรรคมิชชันนารี” โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนฮาวายไปสู่การปกครองแบบอเมริกัน รวมถึงมีแนวคิดที่จะผนวกฮาวายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

คนกลุ่มนี้ยังกดดันให้พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 3 ยอมปฏิรูปเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ด้วยการอนุญาตให้ชาวต่างชาติมีสิทธิซื้อที่ดินในฮาวายได้ และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็คือหนึ่งเหตุผลที่พาราชอาณาจักรแห่งนี้ไปสู่จุดจบ

กล่าวคือ กิจการไร่อ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาล สินค้าส่งออกสำคัญของฮาวาย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดรับซื้อรายใหญ่ กลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตโดยมีเจ้าของไร่ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน แต่การที่สหรัฐฯ กำหนดภาษีนำเข้าน้ำตาล ทำให้เจ้าของกิจการที่ฮาวายที่ไม่พอใจกับผลกำไรบางส่วนที่เสียไป เลยหาวิธีเลี่ยงภาษีด้วยการผลักดันให้ฮาวายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่ 3 กษัตริย์ทุกพระองค์หลังจากนั้น จึงอยู่ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากลูกหลานของคนต่างถิ่น ที่ต้องการให้ฮาวายไปรวมอยู่กับสหรัฐฯ แล้วทั้งหมดทั้งมวลก็นำไปสู่แผนการผนวกฮาวายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำสำเร็จลุล่วงในอีกไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น

สหรัฐอเมริกา “ยึด” ราชอาณาจักรฮาวายด้วยวิธีไหน? ติดตามได้ใน “สับประวัติศาสตร์ ZAB HISTORY เปิดแผนอเมริกายึดฮาวาย จากราชอาณาจักรสู่มลรัฐ”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 พฤษภาคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คณะมิชชันนารีชาวอเมริกัน ปฐมบทการแทรกแซง “ฮาวาย”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...