‘ไทยช่วยไทย’ คือหัวใจ
"ศุภจี" ลั่น! ไทยช่วยไทยคือหัวใจสำคัญในการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทย ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รัฐบาลเผยกระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ว่า เมื่อวานนี้ (1 พฤษภาคม 2569) ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน “คิกออฟ” การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระลดค่าครองชีพ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเดินหน้าโครงการสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ มาอย่างต่อเนื่องค่ะ
เริ่มจากเฟสแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ปูพรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดไปแล้วกว่า 300 จุดทั่วประเทศ
จากนั้นในเฟสที่สอง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เริ่มคัดเลือก จัดหาสินค้าเอสเอ็มอี มาวางจำหน่ายบน 6 แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือฟรีค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งการขาย (GP) และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดค่าขนส่งฟรี และมอบคูปองส่วนลด 100 บาทให้ผู้บริโภคจำนวน 5 แสนใบ เพื่อช่วยโปรโมตสินค้าเอสเอ็มอี
วันที่ 30 เมษายน 2569 เริ่มโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ แบ็ค ทู สคูล ช่วยดูแลเรื่องชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน
และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดำเนินการขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ที่ว่าการอำเภอเป็นจุดจำหน่ายสินค้า ในทุกๆ วันศุกร์ พร้อมกับเพิ่มจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศจำนวน 122 จุด ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ
ถึงตรงนี้ อยากชวนมองโครงการ “ไทยช่วยไทย” แบบต่อจิกซอว์ทีละจุด แล้วมองเป็นภาพใหญ่ค่ะว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น ที่แค่จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแล้ว “จบ” เท่านั้น
เพราะ “ไทยช่วยไทย” ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “หัวใจ” สำคัญคือ เราต้องการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทยในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ราคาประหยัด เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้ทุกคน
และในขณะเดียวกันเรายังมองไปข้างหน้า เพื่อที่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้สินค้าเอสเอ็มอี สินค้าชุมชน สินค้าเกษตร รวมถึงสร้างทักษะการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
เราเน้นให้มีการกระจายอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ แบบบูรณาการ ด้วยการประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการจำหน่ายสินค้าผ่านที่ว่าการอำเภอ ทำงานร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการจำหน่ายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย และผนึกความร่วมมือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่
หลังจากนี้ เรามีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก โดยการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (มาตรฐาน อย.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (มาตรฐาน มอก.) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ
ที่สำคัญเราไม่ละเลยในการดูแลสมดุลกลไกการตลาดทั้งระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ชุมชน ทุกกลุ่มต่างมีส่วนร่วมและสนับสนุนพึ่งพากันทั้งระบบ รายเล็กอยู่รอด รายใหญ่อยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง และพี่น้องประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นั่นคือหัวใจของ “ไทยช่วยไทย” ที่แท้จริงค่ะ
ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)
น.ส.ลลิดากล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่ามีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs
ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง
สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.สุรินทร์ 1,192,891 บาท 2.นครราชสีมา 1,167,683 บาท 3.เชียงใหม่ 1,057,660 บาท 4.ขอนแก่น 1,056,944 บาท และ 5. ยะลา 836,991 บาท ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท, อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท, อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท
ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
น.ส.ลลิดากล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว
“นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว“
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 382 ราย โดยแบ่งเป็น รถยนต์ 156 ราย, รถสามล้อพ่วงข้าง 151 ราย, รถจักรยานยนต์ 75 ราย
ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. พบว่าผู้สมัครกระจายตัวในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดนครพนมมีจำนวนผู้สมัครสูงสุด 40 ราย รองลงมา ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ 26 ราย, จังหวัดสุรินทร์ 22 ราย และจังหวัดขอนแก่น-ชัยภูมิ จังหวัดละ 19 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ประกอบการในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชน
ทั้งนี้ โครงการจะเปิดรับสมัครต่อเนื่องจนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. เพื่อขยายเครือข่าย “รถพุ่มพวง” ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาย่อมเยา
น.ส.ลลิดากล่าวว่า โครงการนี้เป็นการยกระดับ “การค้าขายเคลื่อนที่” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับพื้นที่ วันนี้รถพุ่มพวงไม่ใช่แค่รถขายของ แต่คือ ‘โครงข่ายเศรษฐกิจเคลื่อนที่’ ที่จะทำให้ของถูกไปถึงประชาชนได้จริง ทุกชุมชน.