โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (1)

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลกร้ายของเรื่องนี้คือ ทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

ทันทีที่เริ่มบริหารประเทศ รัฐบาลทรัมป์ 2.0 เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตามที่หาเสียงไว้ ด้วยเหตุผลสหรัฐขาดดุลการค้าเพราะถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม เมษายน 2025 ประกาศเก็บภาษีศุลกากร (tariff) อย่างน้อย 10% จากคู่ค้าทุกราย แม้ละเมิดหลักการค้าเสรีขององค์การการค้าโลก ข้อตกลงการค้าเดิมที่ทำกับหลายประเทศ

ภาพ: ศาลฎีกาตัดสินว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจประกาศใช้ Reciprocal Tariffs

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs):

นอกจากภาษีศุลกากร ยังเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อีกด้วย ภาษีตอบโต้ที่อาจสูงเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับการเจรจาต่อรองและอื่นๆ จากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา บางประเทศได้ข้อตกลงเร็ว บางประเทศล่าช้าออกไป พร้อมกับขึ้นภาษีบางรายการเป็นพิเศษ เช่น ทองแดง เหล็ก

สิงหาคม 2025 ทรัมป์ 2.0 ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้า 20-30 ประเทศ โดยเก็บ 10-40% ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการค้าสูง เช่น กลุ่มอียู อาเซียน รวมทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย บราซิล แคนาดา อัตราภาษีรอบนี้ปรับจากรอบต้นปี 2025 ที่ทรัมป์ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลก นับจากนั้นมีการเจรจาเรื่อยมา ปรับลดบางประเทศ ปรับขึ้นปรับลงบางรายการ เช่น เหล็ก ทองแดง รอบสิงหาคม 2025 คือรอบใหม่กับคู่ค้าบางรายเท่านั้น

ในตอนนั้นนักวิชาการชี้ว่าคือสงครามการค้าที่สหรัฐทำกับหลายประเทศ

ภาษีตอบโต้ผิดกฎหมาย:

ในช่วงเดียวกันนั้น หลายคนเริ่มวิพากษ์ว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

เรื่องนี้เริ่มจากการที่บริษัทเอกชนบางแห่ง เช่น ห้าง Costco ยักษ์ใหญ่ค้าส่งชื่อดังฟ้องรัฐบาลทรัมป์ เรียกคืนเงินภาษีนำเข้าที่บริษัทได้จ่ายไป เนื่องจากใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ตั้งกำแพงภาษีโดยมิชอบ ตามกฎหมาย IEEPA ต้องผ่านรัฐสภาเสียก่อน ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าตนมีอำนาจทำได้ พร้อมกับเตือนว่าหากศาลตัดสินให้การขึ้นภาษีเป็นโมฆะ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ในที่สุดศาลฎีกาสหรัฐตัดสินว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจประกาศใช้ Reciprocal Tariffs และภาษีอื่นๆ ผ่านทางกฎหมาย IEEPA

เรื่องน่าคิดคือ ทรัมป์มักใช้อำนาจของตนให้มากที่สุดแม้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย (อาจตีความว่าพยายามใช้อำนาจทั้งหมดเพื่อบริหารประเทศ) นโยบายภาษีตอบโต้เป็นอีกเรื่องที่ชี้ว่าใช้อำนาจเกินกฎหมายจริง ผลคือประชาชนเสียหาย

สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน 2026 รัฐบาลเริ่มคืนภาษีตามคำสั่งศาล จะคืนภาษีที่ประกาศใช้เมื่อปีก่อน เพราะคนอเมริกันคือผู้ที่ต้องจ่ายภาษีก้อนนี้ โดยบริษัทเอกชนคือผู้จ่ายในขั้นตอนแรก ก่อนผลักภาระให้ผู้บริโภค เงินที่ต้องคืนสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์

วิเคราะห์: เงิน 166,000 ล้านดอลลาร์ที่ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์พูดว่านโยบายภาษีศุลกากรของเขา ช่วยสร้างรายได้ ลดการขาดดุล บัดนี้พิสูจน์แล้วว่าคือส่วนใหญ่คือเงินผู้บริโภคอเมริกัน ที่ตอนนี้ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย

เป็นชัยชนะของบริษัทเอกชนสหรัฐกว่า 3,000 รายที่ยื่นฟ้องศาล ชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ทำผิดกฎหมาย

ใครคือคนจ่ายภาษีให้รัฐบาล:

ในตอนต้น สังคมอเมริกันถกเถียงอย่างหนักว่าใครเป็นคนจ่าย พวกรีพับลิกันมักตอบว่าต่างชาติเป็นคนจ่าย คำตอบคือตามกฎหมายศุลกากรของสหรัฐ (และเกือบทุกประเทศทั่วโลก) คนที่มีหน้าที่จ่ายภาษีนำเข้า (Tariffs) คือ “ผู้นำเข้าตามบันทึก” (Importer of Record) ซึ่งก็คือบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐที่เป็นคนสั่งสินค้าเข้าไป เมื่อสินค้าถึงท่าเรืออเมริกา บริษัทนำเข้าต้องเป็นคนควักเงินจ่ายภาษีให้กรมศุลกากรสหรัฐ (CBP) ก่อนนำสินค้าออกไปขาย เงินภาษีจึงวิ่งจากกระเป๋าบริษัทอเมริกันเข้าสู่คลังหลวงของรัฐบาลอเมริกา

ภาษีศุลกากร ภาษีตอบโต้ของทรัมป์จึงทำให้บริษัทอเมริกันผู้นำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งสามารถจัดการเรื่องด้วยการแบกรับภาษี กับอีกทางคือผลักภาระให้ผู้บริโภค ดังนั้นท้ายที่สุด “คนอเมริกันคือคนจ่าย”

คนไทยควรทราบว่าภาษีตอบโต้ที่สหรัฐมีต่อไทยนั้น คนอเมริกันคือคนจ่าย ไม่ใช่บริษัทเอกชนไทย

กระนั้นนโยบายนี้มีผลต่อไทย แม้บริษัทผู้ส่งออกไทยไม่ได้จ่ายเงินภาษีนั้นโดยตรง แต่เราเสียประโยชน์ในเชิง “ความสามารถในการแข่งขัน” เช่น ถ้าสินค้าไทยโดนภาษี 20% แต่สินค้าจากเวียดนามไม่โดน บริษัทอเมริกันก็จะเลิกสั่งของไทยแล้วไปสั่งจากเวียดนามแทน เพราะสินค้าเวียดนามอาจถูกกว่า

ด้วยเหตุนี้บริษัทไทยต้องเลือกยอม “เสียรายได้จากยอดขายที่ลดลง” หรือ “ต้องยอมลดราคาสินค้าตัวเองเพื่อสู้ภาษี” แต่ไม่ใช่คนจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ เช่น บริษัทไทยเคยขายที่ 100 บาท โดนภาษี 20% บริษัทไทยยอมลดราคาสินค้าจาก 100 เหลือ 80 บาท เมื่อรวมภาษีสหรัฐจะกลาย 100 บาทเท่าเดิม คนอเมริกันซื้อที่ 100 บาท (ราคาเดิม) แต่จ่ายภาษี 20% เข้าคลังสหรัฐ (ใช้ตัวเลขโดยประมาณเพื่อให้เห็นภาพ)

ข้อสรุปคือ ภาษีนำเข้าไม่ใช่การที่ประเทศหนึ่งไปเก็บเงินจากอีกประเทศหนึ่งได้ฟรีๆ แต่มันคือการเก็บเงินจากคนในประเทศตัวเองที่อยากซื้อของนอก ทำให้คนในประเทศตัวเองลำบากขึ้น

เรื่องใครจ่ายภาษีก้อนนี้คนอเมริกันถกเถียงกันมาก ในช่วงต้นหลายคนคิดว่าต่างชาติจ่ายตามคำพูดของทรัมป์

เมื่อนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจเสียหาย:

ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าคนอเมริกันคือคนหลักผู้แบกรับภาระภาษีทรัมป์ 2.0 ไม่ตรงกับที่บางคนเข้าใจว่าต่างชาติเป็นคนแบกรับภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะพวกสนับสนุนทรัมป์ที่คิดเช่นนั้น

เหตุที่คนอเมริกันคิดว่าต่างชาติคือผู้จ่ายภาษี เพราะทรัมป์พูดซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ตอนหาเสียงว่าสหรัฐถูกต่างชาติเอาเปรียบ อยู่ในระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ทั้งๆ ที่เป็นการค้าเสรีใช้ทั้งโลก) ต้นเหตุคนอเมริกันตกงาน โรงงานล้มละลาย วิธีแก้ของเขาคือใช้มาตรการภาษีศุลกากร ขึ้นภาษีหลายสิบประเทศทั่วโลกตามที่เป็นข่าว กลายเป็นสงครามการค้าที่ร้อนแรงของปี 2025

นโยบายภาษีดังกล่าวเป็นนโยบายเรือธงทางเศรษฐกิจของทรัมป์ 2.0

ตั้งแต่ช่วงหาเสียง นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนัก หลายองค์กรไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ชี้ว่าสร้างผลเสียต่อสหรัฐมากกว่าผลดี ในเวลาต่อมาข้อมูลต่างๆ ยืนยันว่าทรัมป์ผิดที่ชี้ว่าต่างชาติเป็นผู้จ่ายภาษี รายงานตัวเลขการเก็บภาษีศุลกากรล่าสุดฟันธงว่าคนอเมริกันนี่แหละที่เป็นผู้จ่ายภาษีสินค้านำเข้าเหล่านั้น ซ้ำร้ายกว่านั้นคือภาษีดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าต่างๆ แพงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง บางคนรายได้ไม่พอรายจ่าย

ข้อผิดพลาดคือทรัมป์มองข้ามกลไกการส่งผ่าน (Pass-Through Mechanism) เมื่อผู้นำเข้าต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ต้นทุนของพวกเขาก็สูงขึ้น หากสินค้านั้นมีความต้องการสูงและหาของทดแทนยาก (Inelastic Demand) ผู้นำเข้าจะผลักภาระต้นทุนส่วนใหญ่ไปที่ราคาขาย ทำให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคคนสุดท้ายต้องจ่ายแพงขึ้น

สถาบัน Kiel Institute for the World Economy สรุปว่า “ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ชาวอเมริกันต้องจ่ายไป โดยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกลับคืนมาเลย

ตลกร้ายของเรื่องนี้คือทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า แต่ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

คนอเมริกันควรตั้งคำถามว่าทำไมทรัมป์ไม่พูดให้ชัดตั้งแต่คนว่าภาษีทั้งหลายที่เก็บสุดท้ายคนอเมริกันจ่ายเกือบทั้งหมด ยิ่งตั้งภาษีสูงยิ่งสูบเงินออกจากกระเป๋าคนอเมริกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...